[แปล] บทสัมภาษณ์ของ ผกก.นิชิโกริเกี่ยวกับมูฟวี่มาสจาก Dengeki Online

บอกก่อนเลยว่าบทสัมภาษณ์นี้นานมากแล้ว แต่เราไม่เคยเอามาลงบล็อกนี้เพราะมันจะสปอยล์นี่แหละ แนะนำให้มาอ่านหลังจากดูจบแล้วค่ะ เพราะอะไรหลายอย่างที่คุณรู้สึกว่าเห้ย มุกมันตื้น มันเล่นง่ายไปรึเปล่า? แท้จริงแล้วมันมีอะไรลึกซึ้งที่แฝงอยู่

source :  http://dengekionline.com/elem/000/000/850/850983/

แปลไปอยากตายไป ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แปลเท่าไหร่ก็ไม่จบ แอบแปลในเวลางานด้วย() ว่าจะทำล่วงหน้านานแล้วก็ไม่ได้ทำ จนล่วงเลยมาใกล้วันขาย กร๊าซซซซซซซซซซซซ

เอาล่ะ ไปอ่านเลยดีกว่า แปลแบบไม่ประณีตมาก เน้นอ่านง่ายเข้าใจในทีเดียวไว้ก่อน ใครไม่ไว้ใจก็อ่านจากซอร์สด้านบนได้

ตัวหนังสือล้วนนะคะ

 

●โครงการ OVA สั้นๆ กลายเป็นหนังโรงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

――เริ่มมีการพูดคุยเรื่องหนังโรงกันเมื่อไหร่ครับ? ตอนที่ประกาศเรื่องนี้เป็นตอนมีคอนเสิร์ตที่มาคุฮาริเดือน ก.พ.ปี 2013 พอดี

ผกก.นิชิโกริ อาสึชิ (ต่อไปจะเรียกว่านิชิโกริ) : จำช่วงเวลาไม่ได้แน่นอนนัก แต่น่าจะช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 หลังเสร็จงาน “ไชนี่เฟสต้า” ล่ะมั้งครับ? ช่วงเสร็จงาน “ไชนี่เฟสต้า” แล้วคุณโทบะจากอนิเพล็กซ์บอกมาว่า “อีกไม่นานน่าจะมีเรื่องโปรเจ็คต์อนิเมใหม่” ตอนนั้นยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะทำหนังโรง บอกแค่ว่า “สนทำผลงานความยาวกลางๆ ประมาณ OVA สักอันมั้ย?”

――จำได้ว่าคราว “ไชนี่เฟสต้า” ก็มีคำว่าจ้างมาตอนกำลังยุ่งมากๆ ตอนทีวีอนิเมช่วงใกล้ๆ ตอนสุดท้ายพอดี ลำบากกันน่าดูนี่ครับ

นิชิโกริ : คราวนี้ก็มาตอนช่วงท้ายๆ ที่ยุ่งสุดๆ ครับ (ฮา) คุณอิชิฮาระ (คุณอิชิฮาระ อาคิฮิโระ ไดเร็คเตอร์โปรเจ็คต์ไอดอลมาสเตอร์ของบันไดนัมโคเกมส์) เข้าใจดีว่าถ้างานในมือยังไม่จบ ผมจะไม่รับงานใหม่ ก็เลยมาในจังหวะที่งานจะซ้อนต่อเนื่องกันได้พอดี

โปรดิวเซอร์โทบะ (ต่อไปจะเรียกว่าโทบะ) : ส่วนทางผมคุยเรื่อง OVA ใหม่ไปตอนช่วงก่อนจัดคอนเสิร์ตที่โยโกฮามะอารีน่าปี 2012 ครับ (หมายเหตุจากคนแปล – คอนเสิร์ตครบรอบ 7 ปีไอมาส) แต่ร่วมตัดสินใจอย่างเป็นทางการกับ ผกก.นิชิโกริก็ประมาณฤดูใบไม้ร่วงปี 2012

――บทของหนังโรงรับผิดชอบโดย ผกก.นิชิโกริ อาสึชิกับคุณทาคาฮาชิ ทัตสึยะ ได้คิดไว้แต่แรกรึเปล่าว่าจะให้เป็นเนื้อเรื่องต่อจากภาคทีวี

นิชิโกริ :ผมเขียนพล็อตมาตั้งแต่ภาคทีวีแล้ว เลยคิดว่า “คราวนี้เป็นตอนเดียวจบ งั้นเขียนบทเองแล้วกัน” และตั้งใจจะทำคนเดียวครับ แต่ยิ่งเขียนยิ่งยาว เนื้อเรื่องสเกลใหญ่ขึ้นทุกที รู้สึกว่าคนเดียวเอาไม่ไหวแน่ (ฮา) เลยเริ่มคิดว่าแบ่งตอนเข้าค่ายช่วงครึ่งแรกให้คนอื่นเขียนดีกว่า ประกอบกับเนื้อหาเหมาะกับคุณทาคาฮาชิพอดี เลยขอให้เขาเขียนครับ

――สาเหตุที่เปลี่ยนคอนเซปต์จาก OVA ไปเป็นหนังโรงคืออะไร?

นิชิโกริ : ตอนแรกคิดจะทำ OVA ความยาวราวๆ 60 นาทีครับ แต่พอใส่ไอเดียกับองค์ประกอบโน่นนี่เข้าไปมันเลยยาวขึ้น ผมเสนอความคิดไปว่า “ถ้าฉายขึ้นโรงสักที่ ให้ทุกคนมาสนุกกันแบบเป็นอีเวนท์ก็น่าจะดีนะ” แต่อยู่ๆ ก็กลับกลายเป็น “งั้นทำเป็นหนังโรงปกติไปเลยมั้ย?” แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวครับ (ฮา) ไหนๆ ก็ทำขึ้นมาแล้ว อย่าฉายโรงเดียวเลย ถึงฉายน้อยโรงหน่อยแต่ทำเป็นหนังโรงฉายทั่วประเทศดีกว่าและถ้ามันเป็นอีเวนท์ที่สนุกสนานได้ก็คงจะดี ผมตั้งใจแบบนั้นแล้วก็โอเคตกลงกับการทำเป็นหนังโรง…..แต่พอเนื้อหาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ผมก็คิดแล้วว่า “แย่ละ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ซะหน่อย” (ฮา) พอเปลี่ยนเป็นหนังโรงปุ๊บ ตารางงานต่างๆ กับเนื้อหาที่เคยวางไว้ การเดินมาพบกันครึ่งทางด้วยการแปะป้าย “หนังโรง” เพิ่มเข้าไป การต่อสู้เพื่อนำไอเดียที่เคยคิดไว้มาใช้ก็เริ่มขึ้นครับ

●หนังโรงเป็นการต่อยอดจากภาคทีวี “การเดินไปข้างหน้าอีกก้าว”

――ตอนภาคทีวีอนิเมเริ่มฉาย แนวทางของเรื่องคือ “ทำเป็นเรื่องราวของกลุ่มบุคคลที่ให้ตัวละครทุกคนมีบทเด่น” สำหรับหนังโรงนั้น จุดที่ระลึกใส่ใจไว้เสมอคือจุดไหนครับ

นิชิโกริ : โดยพื้นฐานแล้วเป็นการต่อยอดจากทีวี ดังนั้นไม่มีประโยชน์ครับถ้าพูดอะไรที่ต่างจากภาคทีวีโดยสิ้นเชิงหรือทำอะไรเหมือนเดิมเป๊ะ คราวนี้ยังเขียนเป็นเรื่องราวของกลุ่มบุคคลเหมือนเดิม แต่คราวนี้ตั้งใจจะเขียนให้สามารถรับรู้ได้ว่าแต่ละคนพัฒนาขึ้นจากจุดนั้นเติบโตเป็น “ไอดอลเต็มตัว” แล้ว

ตอนสุดท้ายของทีวีอนิเมสรุปเรื่องจบที่ประเด็นของ “ความเป็น 765PRO” ผมอยากให้พัฒนาจากตรงนั้นอีกก้าวนึง แต่ถ้าพัฒนามากเกินไป มันก็จะหลุดจากความคิดของคนที่ดูเคยดูภาคทีวีมา ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ผมหวังอยากให้ทุกคนเห็นว่าภาคหนังโรงนี้พัฒนาขึ้นจากทีวีขึ้นมาก้าวนึงบ้างครึ่งก้าวบ้าง หวังว่าถ้ามันเป็นผลงานที่ตัวละครแต่ละคนสามารถย่างก้าวออกไปตามความตั้งใจของตัวเองได้ก็คงดี

ความจริงช่วงแรกๆ ผมคิดไม่ออกด้วยครับ ไม่รู้จะเขียนอะไรในหนังโรงดี ตอนนั้นผมอาจจะรู้สึกไม่ค่อยกระตือรือร้นนักก็ได้ คิดประมาณว่าถ้าเป็นเรื่องราวที่ทุกคนแค่สนุกสนานเฮฮากันแบบทีวีอนิเมตอน 5 ก็พอไหว…แต่คุณอิชิฮาระบอกว่า “อยากได้ดราม่า” กับ “อยากทำให้เป็นเรื่องราวที่ตัวละครบางตัวเด่นกว่าคนอื่นในกลุ่มหน่อย” ทำให้ลังเลอยู่บ้างครับ ผมนึกภาพเรื่องราวที่ทุกคนก้าวไปข้างหน้าแล้วไม่ออก แล้วตอนนั้นเองก็ได้รับไอเดียว่า “งั้นไม่ลองใส่กลุ่มมิลเลียนไลฟ์เข้าไปล่ะ?” ค่อนข้างตกใจเหมือนกัน สำหรับตัวผมเองก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก ผมเริ่มเกิดความรู้สึกว่าถ้าเป็นรูปแบบกลุ่มแดนเซอร์รุ่นน้องกับรุ่นพี่ 765PRO ล่ะก็น่าจะเขียนเรื่องราวต่อจากภาคทีวีได้

――การเขียนธีมที่เน้นให้ไอดอลเติบโตขึ้นโดยต่อเนื่องจากภาคทีวี เป็นพล็อตที่เริ่มคิดตั้งแต่เขียนบทเลยรึเปล่า?

นิชิโกริ :ใช่ครับ จะเขียนให้เซ็ตติ้งตัวละครต่างๆ เริ่มต้นจากหนึ่งใหม่หมดเป็นโลกคู่ขนานกับภาคทีวีไปเลยก็ได้ แต่ผมไม่สามารถรีเซ็ตดราม่าที่สร้างขึ้นมาด้วยความผูกพันแล้วเริ่มสร้างตัวละครใหม่ได้แล้วล่ะครับ ถ้างั้นก็รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้ในภาคทีวีแล้วให้คนดูได้ชมผลงานต่อเนื่องจากนั้นดีกว่า ผมไม่สามารถทำเหมือนไม่เคยมีทีวีอนิเมแล้วพูดว่า “ขอทุกคนช่วยรับชม 765PRO ที่ต่างจากเดิม”  ได้ครับ

――ว่าด้วยการเลือกสมาชิกที่มาจาก “มิลเลียนไลฟ์” มีที่มาที่ไปยังไงในการเลือกแบ๊คแดนเซอร์ทั้ง 7 คนนี้?

นิชิโกริ : หนังโรงเป็นเรื่องราวของ 765PRO  ผมอยากให้ทุกคนมองเห็นทีมแบ๊คแดนเซอร์เป็น “กลุ่มก้อน” มากกว่าเห็นตัวละครแยกเป็นคนๆ มีแบ๊คแดนเซอร์แค่ 3 หรือ 4 คนก็เขียนเรื่องได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นตัวละครจะเด่นแยกเป็นเอกเทศเกินแล้วมองเห็นเป็น “รุ่นพี่-รุ่นน้อง” ได้ยาก กลุ่มแบ๊คแดนเซอร์ต้องมีจำนวนที่มองเห็นแล้วรับรู้ได้ว่าเป็นกลุ่มรุ่นน้อง พิจารณาร่วมกับสมดุลและรูปร่างหน้าตาแต่ละคนตอนเต้นเวลามีคอนเสิร์ต สุดท้ายก็เลือก 7 คนนั้นครับ

นิชิโกริ : แต่พอรวมกับ 765PRO แล้วมีตั้ง 20 คนแน่ะ เขียนๆ ไปผมก็คิดนะว่า “เพิ่มมากเกินไปรึเปล่า รู้งี้น่าจะใส่มาแค่ 5 คน” แต่คนตัดสินใจให้มี 7 คนก็คือตัวผมเอง (ฮา) ผลลัพธ์ที่ออกมาก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้วครับที่ให้มี 7 คน

โทบะ : หลักในการเลือก 7 คนนี้จากตัวละครที่มีอยู่เยอะแยะใน “มิลเลียนไลฟ์” ก็คือพิจารณาเรื่อง “อายุ” ด้วยครับ เช่น พยายามเลี่ยงคนที่อายุห่างจากพวกฮารุกะเยอะๆ และเลือกแบ๊คแดนเซอร์ 7 คนนั้นมา

――เนื่องจากเป็นภาคต่อของทีวีอนิเม เหล่าไอดอลของ 765PRO จึงปรากฏตัวในสภาพที่เติบโตขึ้นแล้วตั้งแต่แรก ดูจากปฏิกิริยาของพวกแบ๊คแดนเซอร์ ขออนุมานได้มั้ยครับว่า 765PRO ในเรื่องกลายเป็นท็อปไอดอลแล้ว

นิชิโกริ :ไอดอล 765PRO ในสายตาทีมแบ๊คแดนเซอร์เป็นมือโปรระดับท็อป เป็นเป้าหมายที่ใฝ่ฝันและเป็นตำแหน่งที่ตัวเองอยากไปให้ถึงบ้าง ผมตั้งใจให้คนดูหนังโรงเกิดความคิดว่า “โอ้ 765PRO โตขึ้นแล้วนะ แรงค์อัพแล้ว” เมื่อได้ดูฉากเปิดที่พูดถึงมิกิได้ไปฮอลลีวู้ดที่ต่อจาก “เจ้าหญิงนิทรา” ตอนต้นน่ะครับ

แต่ขณะเดียวกันถ้ามองจากวงใน ภายในลึกๆ ของ 765PRO ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป คือตัวตนจริงๆ ที่ยังต้องพัฒนาต่อไปครับ ผมตั้งใจสร้างโดยพยายามให้ทุกคนเห็นความต่างพวกนั้นชัดเจน และรู้สึกหลังดูหนังจบว่า “ถึง 765PRO เป็นท็อปไอดอลแล้วก็ยังเหมือนเดิม”

●รุ่นพี่-รุ่นน้องที่เป็นองค์ประกอบข้อเปรียบเทียบกับทีวีอนิเม

――ขอถามถึงตัวละครที่เป็นคีย์ของหนังโรงครับ ฮารุกะถุูกเลือกเป็นผู้นำและมีบทในการดึงคานะกลับมาเป็นไอดอลในตอนท้าย แต่ช่วงกลางๆ นั้นรู้สึกได้ว่าเธอลังเล ไม่รู้ควรจะทำเช่นไรในฐานะผู้นำดี ฮารุกะในหนังโรงเป็นคนแบบไหนครับ

นิชิโกริ : คราวนี้ผมให้ฮารุกะรับหน้าที่ใหม่เป็นผู้นำ เธอจะหวั่นไหวกับคำว่าผู้นำและบทบาทของมันครับ ตัวฮารุกะเองหาคำตอบในฐานะไอดอลของตัวเองเจอแล้วในทีวีอนิเมช่วงสุดท้าย การจะเขียนความขัดแย้งในใจขึ้นมาใหม่จำเป็นต้องมีปัจจัยภายนอก ประมาณข้อผูกมัดที่ว่า “ผู้นำจะต้องทำตัวแบบนี้” ทำนองนั้นน่ะครับ  หวังให้ความขัดแย้งในใจอย่างเช่น “ไอดอลคืออะไร” “พวกพ้องคืออะไร” “ความเป็นตัวเองคืออะไร” ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ กับเด็กๆ “มิลเลียนไลฟ์” ได้ฉุกคิดบ้างผ่านทางฮารุกะครับ

――ยาบุกิ คานะที่กลายเป็นตัวหลักตั้งแต่กลางเรื่อง เธอเป็นเด็กที่หลงใหลไอดอลและมาจนถึงจุดเริ่มต้นได้แล้วแต่กลับคิดจะล้มเลิกทุกอย่าง ฮารุกะในสายตาคานะกับคานะในสายตาฮารุกะเป็นยังไงครับ

นิชิโกริ : ผมเขียนให้ฮารุกะในสายตาคานะคือเป้าหมายที่ชื่นชม ส่วนคนที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่ชื่นชมกับความฝันอย่างคานะก็ทำให้ฮารุกะรู้สึกเหมือนกำลังมองดูตัวเองอยู่และรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกันได้ เหตุผลที่ใช้คานะเป็นตัวดำเนินเรื่องก็เพื่อเปรียบเทียบกับฮารุกะครับ เรื่องราวในหนังโรงคือ คานะที่ทำได้ไม่ค่อยดีนักในทีมแบ๊คแดนเซอร์เกือบจะเลิกเป็นไอดอลไปแล้ว เพราะฮารุกะผ่านอะไรมามากมาย เธอจึงรู้สึกถึงความสำคัญของพวกพ้องและมองเห็นความขัดแย้งเล็กน้อยนั่น หากมองในทางตรงข้าม ก็เป็นเนื้อเรื่อง “if” ในกรณีที่ “ฮารุกะไม่มีพวกพ้อง 765PRO” ได้เหมือนกันครับ ผมวางตำแหน่งคานะไว้ข้างฮารุกะเพื่อให้เห็นว่าจริงๆ แล้วฮารุกะก็มีสิทธิ์จบแบดเอนด์ได้

――ส่วนคิตาซาวะ ชิโฮะเป็นสไตล์โซโล่คนเดียวไม่พึ่งใครและยึดหลักการเสมอ คำพูดกับการกระทำของเธอออกจะเข้มงวดจริงจัง แต่ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าจะมีด้านอ่อนแออย่างเช่นตัวสั่นเพราะตื่นเต้นด้วย

นิชิโกริ : ชิโฮะอาจดูเหมือนบทตัวร้าย แต่ในทีมแดนเซอร์ เธอเป็นคนที่พูดอะไรเป็นเหตุผลตามหลักการ พูดถูกต้องที่สุดในบรรดาทุกคนแล้วล่ะครับ ตัวชิโฮะเองเป็นเด็กใหม่และมีด้านอ่อนแอในตัวแต่เธอพยายามกระตุ้นตัวเอง บางทีก็เถียงรุ่นพี่

เพียงแต่ความคิดของชิโฮะเป็นสิ่งที่ขาดประสบการณ์ ตอนเข้าไปอารีน่า เธอรู้สึกกลัวว่าตัวคนเดียวไม่มีทางแบกรับเวทีนี้และทนแรงกดดันได้ไหวแน่นอน สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกับคนอื่น การช่วยกันประคับประคอง และพวกพ้องที่จะร่วมพัฒนาไปด้วยกัน บทบาทสำคัญของชิโฮะคือการสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนจาก 765PRO ครับ

ตำแหน่งนี้ค่อนข้างคล้ายจิฮายะในทีวีอนิเม แต่ในภาคหนังโรงผมต้องการให้ทุกคนสัมผัสประสบการณ์เดียวกันผ่านทางองค์ประกอบของเด็กใหม่ หวังว่าการได้สัมผัส 765PRO นี้จะสามารถสื่อถึง “ความเป็น 765PRO” ในโลกของไอมาสออกมาได้ นั่นคือเป้าหมายของหนังโรงครับ และผมก็ขอบคุณชิโฮะที่พยายามรับบทบาทนั่นอย่างดีมากทีเดียว

เนื่องจากเป็นตัวละครที่คนดูมักเข้าใจผิดง่าย ผมจึงพยายามระวังไม่ให้ชิโฮะดูเหมือนเป็นแค่ตัวละครนิสัยไม่ดีเฉยๆ ครับ

――สุดท้ายนี้ ถ้าให้พูดถึงตัวละครคีย์อีกตัวคงหนีไม่พ้นอิโอริล่ะมั้งครับ อิโอริแสดงท่าทีเข้าใจชิโฮะแต่ก็มีตำหนิบ้าง มีซีนที่อิโอริเปิดใจยอมรับความรู้สึกของชิโฮะและอิโอริก็ไปเร่งเร้าฮารุกะอีกต่อ เด็กใหม่กับฮารุกะในฐานะผู้นำเป็นยังไงบ้างในสายตาอิโอริครับ

นิชิโกริ :จริงๆ ผมว่าอิโอริคงอิจฉาไม่น้อยนะ (ฮา) น่าจะเจ็บใจที่ฮารุกะได้รับเลือกเป็นผู้นำและคงอยากพูดหลายเรื่อง ไม่ใช่ว่ามีแค่อิโอริคิดแบบนี้คนเดียว ผมว่า 765PRO ทุกคนต่างมีความคิดและมุมมองของตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่กล้องไม่ได้ซูมไปหาเท่านั้นเอง การที่เธอพูดจาเข้มงวดกับฮารุกะก็เป็นความเชื่อใจในรูปแบบนึง เชื่อว่าแม้ฮารุกะลังเลมากแค่ไหนก็จะหาคำตอบกลับมาให้ได้เสมอ และด้วยนิสัยแบบนี้เอง ผมคิดว่าอิโอริคงจะรู้สึกคล้อยตามคนที่กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกแบบไม่เกรงกลัวอย่างชิโฮะ

●ค้นหาเจตนาเบื้องหลังการกำกับฉากเด่นประทับใจในหนังโรง

――โปรดิวเซอร์บอกเรื่องที่จะไปฮอลลีวู้ดตอนเข้าค่ายวันสุดท้าย ผิดคาดทีเดียวที่ฮารุกะกับมิกิไม่แตกตื่นนัก ช่วยบอกเล่าเกี่ยวกับการกำกับซีนนี้หน่อยครับ

นิชิโกริ :เพื่อแสดงลักษณะเด่นของฮารุกะกับมิกิด้วยการไม่พูด จะบอกว่าเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ด้วยการไม่กล่าวเป็นคำพูดก็ได้ครับ ทุกคนต่างไม่อยากให้โปรดิวเซอร์ไป ขณะที่คนอื่นส่วนใหญ่โวยวายบ้าง หรือพูดย้ำให้ตัวเองฟังบ้าง แต่ฮารุกะกับมิกิไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

ฮารุกะลังเลกับการทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วง อย่างเช่นฉันต้องส่งโปรดิวเซอร์ไปนะ เพราะฉันเป็นผู้นำอะไรแบบนี้ ซึ่งเห็นได้จากซีนที่เธอหลุดความในใจมาว่า “คุณโปรดิวเซอร์กำลังจะไปฮอลลีวู้ดอยู่แล้ว” ตอนไปคาเฟ่นั่นแหละครับ และเธอก็เก็บเอาสิ่งที่ไม่อาจพูดออกไปตอนเข้าค่ายมาคิด ทำความรู้สึกของตัวเองให้แน่วแน่มุ่งมั่นขึ้น

ส่วนมิกิที่น่าจะโวยวายยิ่งกว่าใคร คิดซะว่าเธอช็อกมากก็ได้ครับ  ผมคิดว่ามิกิก็ตั้งใจจะทำอะไรเพื่อโปรดิวเซอร์เหมือนกัน อย่างที่เห็นได้จากการที่แม้เธอแกล้งแหย่แซวว่า “ฮอลลีวู้ดมีสาวอวบอั๋นเยอะ” แต่มิกิก็คิดในแบบของตัวเองและพูดออกมาว่า “มิกิจะพยายามทำสิ่งที่มิกิทำได้”

――ดูจากสเต็ปที่เต้นกันเข้าค่ายก็รู้เลยว่าทุกคนซ้อมเพลง “MUSIC♪” กัน ระหว่างเข้าค่ายตอนที่ริทสึโกะเข้าไปร่วมซ้อมด้วยก็เต้นเพลง “GO MY WAY!!” และซีน “M@STERPIECE” ในตอนท้าย หากมีจุดที่เอาใจใส่เป็นพิเศษหรือเปลี่ยนแปลงจากภาคทีวีในช่วงเต้น (คอนเสิร์ต) ที่แทรกในเนื้อเรื่องตรงนี้ก็ช่วยบอกด้วยครับ

นิชิโกริ : “GO MY WAY!!” คือ “ไอมาสที่่ผ่านมาในอดีต” ครับ ตอนเต้นเพลงนี้มีริทสึโกะด้วยและเป็นเพลงตัวแทนของภาค XBOX360 ในภาคทีวีอนิเมก็เอาไปเปิดเป็นเพลงจบอยู่แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เต้น เลยใส่ท่าเต้นเพิ่มเข้าไปในฐานะ “ไอมาสที่ผ่านมาในอดีต”

ส่วน “M@STERPIECE” คือพาร์ทของ “การเต้นที่ไม่มีโอกาสทำในภาคทีวี” มีการใช้ 3DCG มีการกำกับคอนเสิร์ต เดิมทีเวทีแสดงเพลง “MUSIC♪” อยู่ในอนิเมภายในเกมโลกคู่ขนาน “ไชนี่เฟสต้า” และผมใช้พาร์ทดนตรีเชื่อมกับตรงนั้นเพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์กับการขยายตัวของ “ไอมาส” นอกจากนี้เพลงเปิดยังเป็น “THE IDOLM@STER” ด้วย ผมจัดเพลงต่างๆ เหล่านี้มาก็ด้วยความหวังว่าพอใช้เพลงที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของช่วงเวลานั้นๆ แล้วจะสามารถสื่อถึงความเป็นมากับภาพสรุปรวมๆ ของภาคทีวีและ “ไอมาส” หลังจากนี้ได้ครับ

――ไอดอลอื่นๆ นอกจาก 765PRO ปรากฏตัวตามนิตยสาร โปสเตอร์หรือป้ายแขวนในรถไฟฟ้าในเรื่องด้วย สถานะของพวกเขาพวกเธอเหล่านั่นในเรื่องเป็นยังไงครับ

นิชิโกริ :ถ้าเขียนเล่าว่าแต่ละกลุ่มเป็นยังไงบ้างแบบละเอียดยิบก็คงจะร่ายไม่หมด เขียนแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็รู้สึกผิดต่อแต่ละกลุ่มอีก เรื่องราวจะเน้นโฟกัสไปที่ 765PRO ครับ ทั้งจูปิเตอร์ 876PRO หรือชินคันโชโจต่างก็พยายามอยู่ในโลกนี้  ซึ่ง “หากหันกล้องไปหาก็จะเห็นดราม่าของแต่ละกลุ่ม” ผมไม่สามารถใส่ข้อมูลมากพอจะอธิบายเรื่องราวของพวกเขาโดยละเอียดได้ แต่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นโลกเดียวกันกับอนิเม เลยใส่แทรกไว้ตามจุดสำคัญครับ

――คานะบอกว่า “จะเลิกเป็นไอดอล” ว่าด้วยบทที่ให้เธอ “กินมากไปจนอ้วนก็เลยหนีหน้าจากเพื่อนๆ” โดยส่วนตัวผมค่อนข้างตกใจเพราะเหตุผลมันเล็กน้อยมาก ขอถามจุดประสงค์ที่เขียนออกมาแบบนั้นหน่อยจะได้มั้ยครับ

นิชิโกริ :ผมแค่อยากให้ทุกคนคิดว่า “เหตุผลแค่นั้นเนี่ยนะ?” เท่านั้นเองครับ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องอ้วนขึ้นแต่เป็นความอ่อนแอในตัวคานะกับแดนเซอร์เด็กใหม่ สาเหตุที่ผมให้เหตุผลเป็น “เพราะอ้วนขึ้น” นั่นเพราะว่าผมไม่อยากทำให้เป็นเหตุผลโอเวอร์แล้วเอามากลบเกลื่อนครับ อยากให้ทุกคนคิดว่า “เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นเองเหรอ?” เพื่อสื่อให้เห็นถึงความอ่อนแอของคานะกับพวกแดนเซอร์

คนภายนอกมาเห็นคงคิดว่า “ก็ดูแลตัวเองไม่ได้นี่นาถึงได้อ้วนเผละ” แต่สำหรับคานะแล้วเธอมีความกดดันที่ “ต้องพยายามด้วยตัวเอง” แต่เธอติดลูปที่พอไม่สามารถเต้นให้ออกมาดีได้ด้วยตัวคนเดียวก็จะกดดันจนกินเยอะเกิน นี่ไม่ใช่การกระทำของมืออาชีพ พูดง่ายๆ มันคือความอ่อนแอของคานะที่ไม่สามารถเป็น “ฮารุกะ” ได้ครับ ขณะเดียวกันนั่นก็เป็นความอ่อนแอของพวกแดนเซอร์ด้วย จิตสำนึกที่อ่อนแอกับการขาดความสามัคคีของกลุ่มแดนเซอร์จะปรากฏให้เห็นจากสถานการณ์ที่พวกเธอมองไม่เห็นลูปนรกของคานะ หรือทอดทิ้งคานะเพราะคิดว่าคานะไม่อยากฝึกซ้อมต่อเลยล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว

จุดที่หลายคนคิดว่า “งั้นก็ลดความอ้วนสิ เดี๋ยวก็กลับมาซ้อมใหม่ได้” แต่มันคือเรื่องใหญ่มากสำหรับเจ้าตัวเพราะว่าเธออ่อนแอครับ ลดความอ้วนแล้วฝึกซ้อมต่อก็แก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ผมอยากเขียนตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นนั้น แต่เป็น “รู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองอ่อนแอ” ซึ่งคานะไม่รู้ตัว

แต่มีฮารุกะคนเดียวที่มองเห็นความอ่อนแอของคานะ นั่นคือฮารุกะและความเข้มแข็งที่ 765PRO ช่วยปลูกฝังมา ไม่มีใครรู้ว่าฮารุกะตัดสินใจถูกหรือไม่ในฐานะผู้นำ แต่ที่เธอมั่นใจกับความคิดตามวิถีของตัวเองได้นั้นก็เพราะมีพวกพ้องคอยช่วยประคับประคองอยู่ข้างหลังครับ ซึ่งจุดนี้จะสื่อออกมาทางคำพูดของอิโอริตอนท้ายที่บอกว่า “จะคอยช่วยพยุงเอง”

ไม่ว่ายังไงซีนนี้ภาพที่คานะอ้วนก็จะแสดงให้เห็นชัดเจน คิดหนักอยู่เหมือนกันครับ…แต่ถ้าทำให้เป็นเหตุผลน่าเวทนาที่ใครๆ ต่างสงสาร เรื่องจะเปลี่ยนทิศเป็นการบำบัดกับการแก้ไขปัญหานั้นไป ตรงนี้ผมอยากทำให้มันเป็นแค่ “เหตุผลจิ๊บจ๊อย” ที่่เกิดจากความอ่อนแอ ซึ่งคุณทาคาโอะ คนรับผิดชอบพาร์ทนี้ก็เขียนสตอรี่บอร์ดไว้อย่างประณีต ช่วยผมไว้เยอะจริงๆ ครับ

――ก่อนเข้า Ending ฮารุกะพูดว่า “หากขาดคนใดคนนึง ก็จะไปเวทีต่อไปไม่ได้” ซึ่งแทบจะเหมือนคำพูดของโปรดิวเซอร์ในอนิเมตอนที่ 25 เลย ทำให้รู้สึกจากตรงนี้ว่าหนังโรงกับอนิเมก็มีธีมเดียวกัน ตกลงว่ายังไงครับ?

นิชิโกริ :ถึงเป็นคำพูดเดียวกัน แต่เวลาโปรดิวเซอร์พูดกับไอดอลพูดหลังจากรู้ซึ้งถึงความหมายของมันแล้วนั้นต่างกันนะครับ ในภาคทีวี คำพูดของโปรดิวเซอร์จะซึมซาบเข้าไปภายใน 765PRO และกลายเป็นกำลังใจให้ใครบางคนต่อไป ไอดอลแต่ละคนรู้ถึงความสำคัญของพวกพ้องแล้วถึงสามารถมุ่งมั่นกับงานของตัวเองต่อไปได้ หนังโรงเป็นแค่อีกก้าวที่เดินต่อมาจากภาคทีวี ผมจึงสร้างให้มีข้อเปรียบเทียบกับภาคทีวีตลอด

――Epilogue ได้นำคัทต่างๆ ของพวกไอดอลมาใส่ มีความรู้สึกหรือความปรารถนาอะไรจะบอกพวกเธอที่เติบโตขึ้นแล้วในฐานะผู้กำกับรึเปล่าครับ?

นิชิโกริ :ผมหวังว่าจะเขียนถึงโลกที่จะแผ่ขยายออกไปในอนาคตของ “ไอมาส” ไว้ในเอพิล็อกได้ เริ่มตั้งแต่จูปิเตอร์กับ 876PRO ตัวละครจาก “ซินเดอเรลล่าเกิร์ลส์” กับ “มิลเลียนไลฟ์” ก็มาปรากฏตัวด้วย ซึ่งพวกเธออาจแตกหน่องอกเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ก็ได้ อารมณ์ประมาณว่า “”765PRO กับโปรดิวเซอร์ยอมน้อยหน้าไม่ได้ จะพาวเวอร์อัพกลับมาจากฮอลลีวู้ดให้มากกว่าเดิม!” น่ะครับ

โลกในเรื่องไม่ได้จบลงพร้อมกับหนังโรง ในเอพิล็อกมีความปรารถนา….ควรเรียกคำอธิษฐานมากกว่า อย่างเช่น “พวกไอดอลคงจะเริ่มต้นจากสเต็ปที่ 2 หรือ 3 แล้วโลดแล่นต่อไปในโลกกว้าง” “หากความเป็นไปได้ที่มีอยู่ใน ‘ไอมาส’ มันขยายออกไปได้ใน Ending ก็ดีนะ” แฝงอยู่ด้วย

――ขอถามถึงความสัมพันธ์ของไอดอลกับคนที่มารับบทหน่อยครับ สำหรับ “ไอมาส” ความรู้สึกของนักแสดงผู้มาพากย์เสียงมักจะสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านทางตัวละครบ่อยๆ ได้ใส่ใจตรงจุดนั้นบ้างมั้ยครับ?

นิชิโกริ :ทุกคนต่างมีความรู้สึกแรงกล้ากับตัวละครของตัวเองอยู่แล้ว ผมพยายามจะทำความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ ยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ เวลาอัดเสียงผมจะตื่นเต้นเสมอว่าตัวละครของผมเพี้ยนหลุดไปรึเปล่า ทุกคนจะยอมรับมันมั้ย เพราะพอฟังบทพูดปุ๊บจะรู้ได้ทันทีครับ

ส่วนการใส่ข้อมูลลงไปในตัวละคร ก็หยิบมุกที่ไม่ลึกมากอย่างเช่นรายการวิทยุที่เคยจัดมากับเอกลักษณ์ของนักพากย์แต่ละคนมาใช้บ้าง แต่ผมว่าการมองตัวละครกับนักพากย์เป็นคนคนเดียวกันมันไม่ใช่น่ะครับ เลยคิดว่าควรจะตัดให้แยกจากกัน แต่พอฟังรายการวิทยุแล้วมันมีบางอย่างที่ค่อยๆ เผยออกมาให้เห็น บางทีผมเองยังคิดเลยว่า “ใกล้เคียงตัวละครมากขึ้นอีกแล้ว” เพียงแต่ผมไม่ได้คิดจะยัดองค์ประกอบต่างๆ ลงไปแบบจงใจครับ

――ไม่ว่า “Mujin Gattai Kisaragi” หรือ “Nemurihime” ต่างคุณภาพสูงมาก น่าเสียดายเกินกว่าจะเป็นช่วงแถมใน “Namassuka” อย่างเดียวนะครับ มีหลายเสียงที่คาดหวังภาคแยกเป็น OVA ด้วยนะ?

นิชิโกริ :ดีใจนะครับที่มีคนบอกแบบนั้น แต่เป็นแค่การเล่นสนุกเฉยๆ (ฮา) ได้ทำหัวสมองโล่งๆ และทำอะไรขำๆ ในช่วงสั้นๆ ไปแล้ว ถ้ามาขอให้เอาไปสร้างเป็น OVA อีกรอบ….เกรงว่าจะไม่ขำเหมือนเดิมน่ะสิครับ (ฮา)

ผมไม่เกลียดการเล่นสนุกทำนองนั้นนะ และโลก “ไอมาส” เองก็ใจกว้างพอที่จะยอมให้มีอะไรที่เป็นอารมณ์ประมาณนั้น การที่มีที่ให้พักหายใจหายคอระหว่างการสร้างอนิเมแบบจริงจังถือเป็นความสุขสำหรับผมจริงๆ ครับ พวกอนิเมเตอร์ก็กระตือรือร้นมากๆ (ฮา)

ความคิดส่วนตัวผม ผมอยากวาดเรื่องราวโดยละเอียดของหลายๆ สถานการณ์มากกว่าการสร้างเรื่องเดียว 30 นาทีรวดนะ เพราะผมชอบอะไรสั้นๆ อย่าง PV ดนตรีหรือตัวอย่างหนัง

โทบะ :แล้วก็แม้ไม่ใช่ OVA แต่ “Mujin Gattai Kisaragi” มีแพลนจะให้ดาวน์โหลดเป็น “Voice Novel” แอพนิยายสำหรับมือถือด้วยครับ หากสนุกกับผลงานชิ้นนั้น พวกเราก็ดีใจ

――นับถึงเดือนเมษายน มีผู้เข้าขม 4.6 แสนคน รายรับรวมทั้งหมดอยู่ที่  670 ล้านเยน มองตัวเลขแค่นี้ก็นับว่าเป็นผลงานฮิตแล้ว แต่พอพิจารณาจากจำนวนโรงที่น้อยเพียง 39 โรง ถือเป็นตัวเลขที่น่าตะลึงมาก มีความเห็นยังไงบ้างครับที่ผลงานสร้่างสถิติฮิตได้ถึงขนาดนี้

นิชิโกริ :เอาจริงนะ ผมไม่คิดว่าคนจะมาดูเยอะขนาดนี้เลย มีคนที่บอกว่า “ไปดูมา x ครั้งแล้ว!” เยอะมาก ผมนึกในใจตั้งแต่เวลาฉายกลายมาเป็น 2 ชั่วโมงแล้วว่า”ถ้าดูซ้ำน่าจะเหนื่อยแน่ๆ” แต่โปรดิวเซอร์ทุกคนไม่มีใครยอมถอยกันเลย สุดยอดครับ

“ไอมาส” เป็นคอนเทนต์ประเภทที่แฟนๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วยและสนุกไปด้วยกัน แรงสนับสนุนจากแฟนในช่วงที่ฉายอยู่นับเป็นเรื่องซาบซึ้งใจมาก บรรดาแคสต์ทุกท่านร่วมงานทักทายบนเวทีก่อนฉายกับอีเวนท์ต่างๆ จำนวนไม่น้อยทั้งที่ต่างงานยุ่งกัน แล้วยังช่วยประชาสัมพันธ์ให้อีกตั้งเยอะแยะ ซึ้งกับตัวเองเลยครับว่าความเร่าร้อนของแฟนๆ กับสตาฟคือสิ่งที่ฉุด “ไอมาส” มาจนถึงจุดนี้จริงๆ

――ของสมนาคุณสำหรับผู้เข้าชมก็ทุ่มเทตั้งใจทำกันกว่าปกตินะครับ มีการเพิ่มกลางคันจนกลายเป็นของขวัญต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ในตอนท้าย กำหนดของขวัญให้ผู้เข้าชมไว้ในแนวทางไหนบ้างครับ รบกวนบอกเล่าเกี่ยวกับภาพวาดในสัปดาห์ที่ 4 กับ 8 เกี่ยวกับผู้รับผิดชอบและที่มาที่ไปของการแบ่งกลุ่มตัวละครหน่อยครับ

โทบะ :ของสมนาคุณที่เพิ่มเข้าไป เราได้รับความร่วมมือจากบันไดนัมโคเจ้าของผลงานประกอบกับไม่มีของสมนาคุณผู้ชมอันไหนที่วาดกลุ่ม “มิลเลียนไลฟ์!” เลย ก็เลยเกิดความคิดว่า “อยากเตรียมของสมนาคุณของเด็กๆ พวกนี้จัง ไหนๆ ก็มาเข้าร่วมเป็นแดนเซอร์แล้ว” และปรึกษาวางแผนกับผู้กำกับครับ

นิชิโกริ :ปกติแล้วผมจะปล่อยเรื่องของสมนาคุณให้เป็นหน้าที่ของคุณโทบะกับอนิเพล็กซ์ ผมเองก็รอลุ้นทุกรอบครับว่า “จะเอาอันนี้ไปทำของสมนาคุณสินะ” สำหรับการแบ่งกลุ่มตัวละครของภาพวาดสัปดาห์ที่ 4 ถ้าให้ผมคิดเองก็จะกลายเป็นกลุ่มเดิมๆ เลยปรึกษากับคุณโทบะแล้วช่วยกันตัดสินใจ

ภาพวาดสัปดาห์ที่ 8 ผมอาสาเองครับ เด็กๆ “มิลเลียนไลฟ์!” ก็พยายามเหมือนกัน อยากวาดเด็กๆ พวกนี้บ้าง รูปเดียวก็ยังดี แล้วก็สมุด “เจ้าหญิงนิทรา” เป็นไอเดียของผมอีก โดยพื้นฐานก็เอาของที่ตัวเองอยากได้นี่แหละครับมาแถมเป็นของสมนาคุณ

●”ไอมาส OFA” ผกก.นิชิโกริจะกลับไปเป็น “โปรดิวเซอร์”

――วันที่ 15 พ.ค.ซึ่งจะลงบทสัมภาษณ์นี้ เกมคอนโซล “THE IDOLM@STER ONE FOR ALL” จะวางขายด้วย มีอะไรที่คาดหวังกับการขยายตัวของ “ไอมาส” ในอนาคตในฐานะผู้กำกับฉบับอนิเมมั้ยครับ

นิชิโกริ :”วันฟอร์ออล” จะมีชุดจากภาคหนังโรงด้วย แต่สตาฟของอนิเมไม่ได้ไปยุ่งอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตัวเองคงสามารถกลับไปเป็นโปรดิวเซอร์ธรรมดาได้แล้ว (ฮา) พอเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมในฐานะงานก็มีความสุขครับที่สนุกกับมันได้ตามปกติ

พูดถึงการขยายตัว ผมอยากเห็น “ไอมาส” หลายๆ แบบจากหลายๆ คนครับ อยากเห็นไอมาสจากมุมที่ต่างออกไปอีก แน่นอนว่าการขยายตัวของเกมจากฟากทางการคือสิ่งที่ตั้งตารอที่สุด

――ถามเรื่อง ผกก.นิชิโกริ อาสึชิหน่อยครับ ผกก.เป็นโปรดิวเซอร์คนนึงที่สนุกกับเกมและคอนเสิร์ต งานโปรดิวเซอร์ระยะนี้เป็นยังไงบ้างครับ?

นิชิโกริ :แหม เหยาะแหยะมากครับ…พอเป็น “ไอมาส” ที่เกี่ยวข้องกับอนิเม ผมจะเข้า “โหมดงาน” มากกว่าโปรดิวเซอร์ แล้วงานหลักกับงานรองในแง่ “ไอมาส” ดันเป็นงานเดียวกันเนี่ยสิ…(ฮา) เพราะงั้น “วันฟอร์ออล” ผมจะกลับไปเป็นโปรดิวเซอร์ธรรมดา ต้องเรียกสัญชาตญาณดิบกลับมาครับ (ฮา) ถึงไปโบกแท่งไฟในคอนเสิร์ต แต่ตอนนี้สตาฟกลายเป็นโปรดิวเซอร์เต็มตัวกันหมดแล้ว….คู่แข่งเพียบครับ

――ได้กำกับผลงานภาพยนตร์ครั้งแรก รู้สึกถึงจุดต่างจากทีวีหรือความยากบ้างมั้ยครับ

นิชิโกริ :การกำกับภาพยนตร์ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผม เพราะงั้นคิดหนักกับนิยาม “อนิเมหนังโรงต้องเป็นแบบนี้” มากเลยครับว่าต้องทำยังไงถึงจะเป็นภาพยนตร์ ต้องทำถึงไหนถึงจะเรียกภาพยนตร์ ช่วงแรกๆ ผมเริ่มโดยความคิดที่ว่าต้องเอาอันนี้ใส่เข้าไปในซีนนี้ถึงจะดูเป็นหนังโรง…อะไรประมาณนี้น่ะครับ แต่หนังโรงที่ออกมาตอนนี้คือการที่ผมใช้เวลา 2 ชั่วโมงสร้าง “สิ่งที่ตัวเองอยากทำ” ไม่ใช่ “สิ่งที่มันต้องเป็น” ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันออกเป็นหนังโรงมั้ย แต่คิดว่าผมสื่อสิ่งที่ตัวเองอยากทำออกไปใน 2 ชั่วโมงหมดแล้วครับ

พอเป็นหนังโรงแล้วได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ชมด้วย มันสนุกตรงที่มีความเป็นอีเวนท์ ความเป็นเทศกาลที่ได้ดูหนังบนจอใหญ่กับทุกคนนี่ล่ะครับ ลำบากมาหลายอย่างก็จริงแต่คิดถูกมากๆ ที่ทำเป็นหนังโรง

●BD/DVD ทำเป็นแพ็คเกจที่ระลึกอลังการที่เห็นแล้วเป็นอันต้องกดสั่ง

――BD/DVD รุ่นลิมิตปริมาณอัดแน่นด้วย 4 แผ่น (แผ่นเนื้อเรื่องหลัก 1 แผ่น+แผ่นพิเศษ 3 แผ่น) และหนังสืออีก 2 เล่ม ช่วยบอกเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าหน่อยครับ

โทบะ :แพ็คเกจใหญ่มากครับ! หนังสือ Mook (คำผสมจาก Magazine+Book) กับวิชวลบุ๊คเป็นไซส์ B5  กล่องภายนอกก็จะเป็นไซส์ที่ใหญ่พอจะบรรจุเข้าไปได้ และเป็น “แพ็คเกจที่ระลึก” ซึ่งประกอบด้วยหนังสือ 2 เล่มกับแผ่น 4 แผ่น ผมขอให้ ผกก.นิชิโกริวาดภาพกล่องด้านนอก เคสดิจิแพ็คเก็บแผ่นกับภาพปกหนังสือ Mook ครับ

นิชิโกริ :นอกจากวาดภาพหนังสือ Mook ก็ยังกำกับแก้ไขเนื้อหาเองด้วยครับ ผมอยากทำให้มันเป็นหนังสือที่สื่อความเร่าร้อนกับบรรยากาศในสถานที่ทำงาน

โทบะ :เนื้อหาหนังสือ Mook ที่เป็นของแถมนั้นสืบทอดคอนเซ็ปต์มาจากหนังสือ Mook ทั้ง 2 เล่ม ได้แก่ “BACKSTAGE M@STER” ที่วางขายช่วงมีทีวีอนิเมกับหนังสือสตาฟ “OGI☆STAR MEMORIES” ที่พิมพ์ลงในรุ่นฉบับพิเศษ (ของแบ็คสเตจมาสเตอร์) และทำให้เข้ากับเนื้อหาหนังโรง เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นหนังสือ Mook+หนังสือสตาฟในเล่มเดียวครับ

ส่วนซีดีแถม นอกจะมีเพลงที่ใช้หนังโรง “M@STERPIECE” “Nijiiro Miracle” “Ramuneiro Seishun” เวอร์ชั่นเรียบเรียงใหม่อัดใหม่ ก็ยังเพิ่มแทร็คดราม่าที่เป็น “สิ่งที่ทำได้แค่เฉพาะตอนนี้เท่านั้น” ซึ่งปกติแล้วพื้นที่ตรงนี้จะใส่เพลงใหม่เข้าไปนะครับ ดราม่านั้นคือ “ช่วงอังกอร์ของคอนเสิร์ตอารีน่า” แต่งขึ้นด้วยคอนเซ็ปต์ “เขียนเรื่องที่ใส่ลงหนังโรงได้ไม่หมดดีกว่า” คอนเสิร์ตอารีน่าที่จัดขึ้นตอนท้ายของหนังโรง มีช่วงอังกอร์ด้วยแน่อยู่แล้วครับ เนื้อหาก็คือ “จำลองอังกอร์ออกมาในรูปแบบดราม่าซีดี” และอยากจะใส่ MC กับการพูดคุยที่มีในคอนเสิร์ตจริงๆ ไปด้วย

――BD/DVD จะมีการรีเทค (แก้ไข) งานภาพมั้ยครับ?

นิชิโกริ : ในเมื่อแก้ได้ก็กะว่าจะแก้เท่าที่ทำไหวครับ (ยิ้มแห้ง) ด้วยช่วงเวลาในการผลิตเลยมีจุดบกพร่องเยอะ จะพยายามตอบสนองความคาดหวังเท่าที่ทำได้ครับ

――มีอะไรใน BD/DVD ที่อยากอวดผู้ชมหรืออยากให้ใส่ใจเป็นพิเศษรึเปล่า?

นิชิโกริ : ถ้าดูซ้ำอาจสังเกตเห็นในส่วนงานภาพเช่นว่า “มีภาพแบบนี้ด้วยแฮะ” หรือความรู้สึกที่มีต่อตัวละครกับบทพูดอาจเปลี่ยนไปก็ได้ครับ และถ้าสังเกตเห็นส่วนที่รีเทคด้วยจะดีมากเลย นี่ไม่ใช่คำพูดของโปรดิวเซอร์ในเรื่องหรอกนะครับ แต่ถ้าลองกลับมาดูอีกทีตอน 10 ปีข้างหน้าแล้วเห็นอะไรต่างจากเดิมก็คงดี ผมเองก็จะตั้งตาคอยเหมือนกัน

――คำถามสุดท้าย คุณมีส่วนร่วมกับ “ไอมาส” มานานแล้ว ขอทราบความรู้สึกตอนนี้หน่อยครับ

นิชิโกริ :ผมได้มีส่วนร่วมยาวต่อเนื่องตั้งแต่ทีวีอนิเมมาจนถึงหนังโรง มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากครับเพราะผมชอบ “ไอมาส” กับเหล่าตัวละครจริงๆ แม้มีแต่งานหนักๆ แต่ความรักของสตาฟกับแฟนนั้นล้นเหลือ ทำให้ผมสามารถมองแง่บวกและเผชิญหน้าเข้าหา “ไอมาส” ได้ ในอนาคตข้างหน้าผมก็อยากให้ “ไอมาส” คงอยู่ตลอดไปพร้อมกับมีบุคคลเหล่านั้นคอยสนับสนุน ขอบคุณมากครับ!

.

.

.

.

ขอบคุณ ผกก.มากค่ะ!

Advertisements

8 thoughts on “[แปล] บทสัมภาษณ์ของ ผกก.นิชิโกริเกี่ยวกับมูฟวี่มาสจาก Dengeki Online

  1. ขอบคุณบทแปลมากๆครับ พึ่งดู(บิท)จบแล้วมาอ่านต่อได้พอดีเลย ขอใช้โอกาสนี้กดสั่งBDมาดูอีกหลายๆรอบเลยก็แล้วกันครับ เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่บิทของเขามาดูฟรีหลังจากได้อ่านความเร่าร้อนของผกก.

  2. ขอบคุณมากนะคะที่แปลมาให้ได้อ่านกัน
    เต็มอิ่มและได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลยค่ะ

  3. ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะครับ เข้าใจอะไรหลายๆอย่างเยอะขึ้นมากเลย

  4. Pingback: [Showcase] THE IDOLM@STER Movie : Kagayaki no Mukougawa e! ลิมิต+ไชนี่เฟสต้า | คุยเรื่องไอมาสของ DarkNeonP

  5. Pingback: รีวิว&เก็บรายละเอียดเรื่อยเปื่อย : THE iDOLM@STER CINDERELLA GIRLS ตอนที่ 1 | คุยเรื่องไอมาสของ DarkNeonP

  6. Pingback: Road to iM@S เส้นทางลงหลุมไอมาส Part 1/2 | puroiP and iM@S

  7. Pingback: Road to iM@S เส้นทางลงหลุมไอมาส Part 1/2 – puroiP and iM@S

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s