บันทึกแสวงบุญคอนเสิร์ต THE IDOLM@STER MILLION LIVE! 3rdLIVE TOUR BELIEVE MY DRE@M!! (7) : ค่ำคืนหลังฝัน และเดทอีกฟากทะเล [Tour]

หมดคอนเสิร์ตแล้วค่ะ ไม่มีอะไรแล้ว แต่ถ้าใครอยากได้สถานที่เที่ยวแถบคิตะคิวชูก็อ่านได้ รูปเยอะมาก

คอนเริ่ม 16.00 น. จบตอน 19.00 น. นิดๆ จบคอนปุ๊บก็พูดโอสึคาเระซามะกับผีใกล้ๆ แล้วออกมาเข้าห้องน้ำ (และแน่นอน ห้องน้ำหรูมาก) เจอดิวนูสองคนก็ทักทายเขาว่าโอสึคาเระเหมือนกัน ออกมานอกห้องน้ำคนเยอะมากที่จะรอออก แถวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า เราก็ทวิตสติแตกไปพลาง

อันนี้คงจะสติแตกที่สุดแล้ว “อินเฟรุโนววววววววววววววววววววววววววว”

ทีแรกตั้งใจว่าจะชวนโป้ยถ่ายรูปหน้าฮอลล์หน่อย เอาพวงกุญแจเซริกะกับชิโฮะนั่นแหละมาถ่ายคู่กัน

ไหลมาถึงหน้าฮอลล์ มีคนแจกเอกสารแบบสอบถามหลังคอนเป็นฉบับแก้ไขจากอันที่แจกตอนเข้างาน (รอบนี้ของฟุคุโอกะจริงๆ แล้ว) พอมาถึงทางเข้าเราเลยรู้สาเหตุว่าทำไมแถวเคลื่อนตัวช้า

……………ฝนตก…………….

เดี๋ยวค่ะ ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วกินข้าวหนุงหนิงก่อนสิ….

ตอนก่อนเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ เราบอกให้โป้ยออกไปก่อนได้เลย รอที่ป้ายรถเมล์หน้าฮอลล์ พอเราไปที่นั่นก็มีคนยืนรอหลบฝนกันเต็ม……โปโป้ย นายอยู่ไหน………

เอามือถือมาโทรไลน์หา ถามอยู่ไหนๆ ฝนก็ตก ไอ้ทางนี้ก็สกิลฟังกากง่อย คุยไม่รู้เรื่อง เลยบอกว่าเออ มาหาตรูป้ายรถเมล์ที T-T (เพราะให้อีกฝ่ายหาเราง่ายกว่ามาก คนเคยเจอเราจะรู้) และเจอกันโดยปลอดภัยในที่สุด โชคดีที่โป้ยมีร่ม โป้ยบอกว่าดูพยากรณ์อากาศเมื่อเช้าบอกฝนจะตกเลยพกมา

หลังจากนั้นพวกเราออกเดินทางไปยังร้านที่จะกินหลังเลิกคอน ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนเราบินมาแล้วว่าจะกิน 水炊き Mizutaki อันนี้ตามใจโป้ยคุงเขา เขาบอกอยากกิน ส่วนตัวเราไม่เรื่องมากอยู่แล้ว เลยบอกไปหาร้านมาให้เรียบร้อยละกัน……….และมารู้อีกทีหลังกลับไทยว่าสามสาวใบเรือก็เคยไปกินมิซึทาคิตอนไปถ่ายโมโจะทัวร์…….อ้อ เรื่องเป็นงี้เอง……..

เดินตัวติดกันใต้ร่มอยู่นาน เหมือนจะโรแมนติก…..ไม่เลยแม้แต่น้อย ตานี่น่าจะไม่เคยกางร่มให้คนอื่น ไม่เผื่อมาทางตรูเล้ย ถถถถถ ซีกซ้ายเลยเปียกไปหมด แถมพาหลงทางด้วย 555555 ในที่สุดก็เจอร้าน ร้านที่มากินกันชื่อร้าน 炭寅 สึมิโทระ สาขาโคคุระ ตอนเดินมาโป้ยเล่าว่าสืบมาหลายร้านแล้วเหมือนกัน แต่อาหารพวกหม้อไฟงี้ กินร้านเล็กๆ ไปก็ไม่อร่อย กินร้านที่มีชื่อไปเลยดีกว่า

เดินหากันอยู่เกินครึ่งชั่วโมงได้ พอเข้ามานั่งร้านแล้ว เราไม่ค่อยรู้อะไรพวกนี้เท่าไหร่ (ไม่เคยกิน….) เลยให้โป้ยเลือกเลย โป้ยก็ถามว่าเอาเซ็ต みつせ鶏の水炊き  มั้ย 1500 เยนต่อคน ถูกดี เราก็พยักหน้าเออออไปตามนั้น (เพราะไม่รู้จะสั่งอะไรเหมือนกัน) แล้วโป้ยคุงน่ารัก คอยเอาโน่นนี่ใส่หม้อ คอยดูให้ตลอดว่าเดือดรึยัง T____T รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ความ ตอนที่รอหม้อไฟเดือด….

DN “เอ้อ เดี๋ยวขอยืมแท่งไฟเซริกะกับชิโฮะหน่อยสิ”
โป้ย “? เอาไปทำอะไรน่ะ?”
DN “ถ่ายรูปที่ระลึก”
โป้ย “(หยิบส่งมาให้)”
DN “นายถือเซริกะไป เราถือชิโฮะเอง แล้วทำแบบนี้….(พยายามจัดท่า)”
โป้ย “งั้นรอหม้อไฟเดือดกว่านี้ก่อนดีกว่ามั้ง”

พอหม้อไฟเดือดได้ที่แล้วก็ได้ภาพข้างล่าง รอนานเหมือนกันนะ กว่าของที่สั่งจะมา กว่าจะเดือด ครึ่งชั่วโมงได้ โมโหหิว -_-

จำไม่ได้แล้วว่าตอนกินคุยอะไรกันบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องในคอนอย่างเดียว กินๆ ไปมีสั่งเครื่องในปิ้งเพิ่ม อร่อยดี

ตอนออกมาหน้าร้าน เราทัก “ฝนหยุดแล้วแฮะ ดีจัง” โป้ยเลยนึกได้ว่าลืมร่มไว้ในร้าน เกือบไป…..

พอหมดคอน โป้ยต้องรีบกลับนาโกยะทันที ดังนั้นต่อจากนี้เขาจะกลับโรงแรมแล้วเตรียมตัวไปฮาคาตะตอนเช้า เราเลยถือโอกาสพูดรวบยอดสิ่งที่เราไม่ได้พูดตั้งแต่อยู่ไทย เพราะกลัวเป็นแฟล็ก (ฮา) แค่ “ขอบคุณ” นั่นแหละค่ะ ถ้าไม่ได้โป้ย เราคงไม่ได้มาจริงๆ ขอบคุณนะที่ให้แชร์ตั๋วด้วย ขอบคุณที่สนิทสนมด้วย ไม่รังเกียจเลยว่าเป็นคนต่างชาติ (แต่ถ้าเราพูดญี่ปุ่นไม่ได้ อาจจะอีกเรื่องก็ได้ ถถถถถ)

ออกมาจากตรอกที่เป็นที่ตั้งร้านแล้วก็แยกกันคนละทาง (โรงแรมโป้ยอยู่ทิศตรงข้ามกะของเรา)……..ความประทับใจสุดท้ายที่เรามีให้โป้ยในคืนนั้นคือ………..

DN “(เอ็งจะงกค่ารถอะไรนักหนา แบบนี้นั่งบัสมาจากหน้าฮอลล์ก็จบแล้วป่าววะ จะฝ่าฝนมาทำมว้อยยยยยย)”

เพราะตรงหน้าเราคือสถานีโคคุระ ถถถถถถถถถถ ใกล้แค่นี้เองหรอกเรอะ….ค่ารถจากฮอลล์มาก็ 100 เยนเอง

มาถึงสถานีโคคุระตอนสามทุ่มกว่าๆ อยากกินของหวานฟาดปากหน่อย แต่ร้านในสถานีปิดกันไปหมดตั้งแต่สามทุ่ม เลยซื้อไอ้นี่จากแฟมิลี่มาร์ทแทน

ร้านรวงปิดหมดแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ก็กลับโรงแรมรีบไปพักดีกว่า เพราะพรุ่งนี้มีนัดต่ออีก

สภาพซากอาวุธ จริงๆ ตอนแรกคิดว่าซื้อ 10 แท่งค่ะ
มารู้ตอนถ่ายรูปเนี่ยว่าหยิบมา 11 แท่ง (ให้โป้ยคุงไปแท่งนึงตอนคอน)

กะว่านั่งเล่นเน็ตอีกแป๊บนึงจะไปอาบน้ำ เจอแชทที่คาดไม่ถึงทักมา และกลายเป็นรายการด้านล่าง…….

สด…..สดมากค่ะ ไม่มีการเตรียมตัวหรือสคริปต์ใดๆ 55555555555555555555

เข้านอนตอนตีสอง……วันรุ่งขึ้นมีนัดตอนเช้า 9 โมงครึ่ง…..

.

.

.

.

4 เม.ย. แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าก่อนนาฬิกาปลุกอีกแล้ว กินข้าวเช้าโรงแรมแล้วออกเดินทาง รอบนี้ไปไกลหลายสถานีและขึ้นเหนือไปอีกค่ะ

สถานีโมจิโค หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ เรานัดเจอฮัปปะซังที่นี่ตอน 9 โมงครึ่ง อย่างแรกที่ทำเลยคือมองหาห้องน้ำ เข้าให้เรียบร้อยก่อน (ฮา) แต่ไม่ใช่ทุกที่ในญี่ปุ่นจะเป็น washlet หรอกนะคะ (คิดถึงส้วมในห้างโคเล็ทกับในโรงแรมขึ้นมาทันที)

มีมุมถ่ายรูปด้วย

เราทวิตไปบอกฮัปปะซังว่ามาถึงสถานีโมจิโคแล้ว ไม่นานนักเขาก็เดินมาถึง (ใส่เสื้อแจ๊กเก็ต 765PRO มาเลย)….เขาถามว่าจะเอายังไง จะนั่งรถหรือเดินไป….ถูกต้องค่ะ ที่นี่เป็นแค่จุดนัดพบ แต่เราไม่ได้จะมาที่นี่ ดูตารางรถบัสแล้วพบว่านานทีจะมาสักคัน เดินเอาอาจจะไวกว่า….

ชื่อ “โมจิโค” เนี่ย จริงๆ มาจากชื่อเขตโมจิค่ะ ส่วนโคคือตัวเดียวกับ “มิินาโตะ” ที่หมายถึงท่าเรือ เขตนี้เป็นท่าเรือนั่นเอง เดินไปชมทะเลไป…

ที่นี่คือโมจิโค เรโทร แหล่งเที่ยวประจำเขตนี้
มีรอยเปียกจากฝนตกเมื่อคืน อากาศวันนั้นฟ้าครึ้มทั้งวันเลยค่ะ

 

มาสคอท………?

 

ซากุระสวยมาก โฮววววววววววววววววว

 

เดินไกลมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกอ่ะ ประมาณครึ่งชั่วโมง ระยะทางราวๆ 2 กิโลเมตร ในที่สุดก็มาถึงเป้าหมาย

ทางเข้าอุโมงค์คันมอน! เคยได้ยินชื่อช่องแคบคันมอนรึเปล่าคะ? ช่องแคบนี้อยู่ระหว่างเกาะฮอนชูกับคิวชูของญี่ปุ่น มีสะพานสำหรับรถข้ามค่ะ แต่ระยะไม่ได้ไกลอะไรขนาดนั้น เลยมีอุโมงค์คนเดินด้วย สถานที่นี้ปรากฏอยู่ในคำพูดอีเวนท์ BMD ของอุมิ (kanmon kaikyou watatte kita yo – ข้ามช่องแคบคันมอนมาล่ะ) จริงๆ คือเราตั้งใจจะมาแต่แรกแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับอุมิแต่อย่างใด

แพลนเที่ยววันนี้ เราเป็นคนรีเควสฮัปปะซังหมดว่าอยากไปไหนบ้าง (เขาบอกว่าชิโมโนเซคิไม่มีอะไรน่าเที่ยวหรอก เราเลยหาข้อมูลแล้วบอกไปว่าสนใจที่ไหนบ้าง) ลำดับการวนเที่ยวยกให้เป็นหน้าที่คนในพื้นที่พาไป แต่ก่อนอื่นต้องข้ามฝั่งจากโมจิไปชิโมโนเซคิซะก่อน จะนั่งรถไปก็ได้นะคะ แต่เราขอเดินข้ามอุโมงค์เพราะต้องการของบางอย่าง

อุโมงค์อยู่ใต้ดิน ต้องลงลิฟท์ไป ซึ่งพอลงลิฟท์แล้วจะเจอซุ้มเล็กๆ ที่มีใบปลิวกับตราปั๊มวางอยู่

ปั๊มตราลงในช่องค่ะ ซึ่งมีครึ่งเดียวเท่านั้น ปั๊มที่คิตะคิวชู
เลยเป็นตราที่เขียนว่า “จ.ฟุคุโอกะ เมืองคิตะคิวชู”

 

ตอนไปไม่มีเวลาอ่าน เลยถ่ายกลับมาอ่าน สรุปคร่าวๆ คือ อุโมงค์คันมอนนี้ใช้เวลาสร้างรวมทั้งหมด 21 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1937-1958 เคยระงับการสร้างไปชั่วคราวเพราะสงคราม ด้วยความที่อุโมงค์นี้อยู่ใต้ทะเล จึงมีน้ำซึมเข้ามาตลอดเวลา เฉลี่ยวันละ 24000 ถังน้ำมันเหล็กทีเดียว! จึงมีการขุดอุโมงค์แนวตั้งทั้งสองฝั่งแล้วคอยสูบน้ำออก นอกจากนั้นยังมีระบบไฟฟ้าสำรองเผื่อกรณีไฟดับด้วย….อ่านแล้วก็ทึ่งกับความพยายามดิ้นรนฝืนธรรมชาติในทางที่ดีของชาวเกาะนั้นนะ รู้สึกมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาทันที

ยาวววววว หนทางนี้ไกลนัก คนใช้อุโมงค์นี้แทนเส้นทางจ๊อกกิ้งก็มี
เอาจักรยานข้ามไปได้ แต่ห้ามขี่ ต้องเข็นเอา สำหรับคนเดินปกติจะไม่เสียค่าผ่านทางค่ะ

 

เมื่อมาถึงครึ่งทางอุโมงค์

ทีแรกเกือบถ่ายรูปด้านบนไม่ได้แล้วค่ะ เพราะมีหญิงสาวคนนึงใช้ไม้เซลฟี่พยายามถ่ายรูปตัวเองกับเจ้าป้ายนี้อยู่ เธอเห็นเรากับฮัปปะซังเลยขอว่าช่วยถ่ายให้หน่อยได้มั้ย เราเลยถ่ายรูปให้ จะได้ออกมาสวยๆ (และตูรอถ่ายอยู่ หล่อนช่วยรีบไปให้พ้นจากที่นี่ซะที ถถถถถถ) เกือบทำไอโฟนของเธอตกพื้น (ขอโทษค่ะ….เกือบหาเรื่องแล้วมั้ยตู) เห็นเมนูเป็นภาษาจีน เลยถามภาษาอังกฤษไปว่ามาจากจีนเหรอ เธอบอกเปล่า มาจากไต้หวัน คุยเสร็จก็ยิ้มแย้มให้กันแล้วเดินไปคนละทิศ เพราะเป้าหมายอยู่คนละทาง….ฮัปปะซังทำหน้างงๆ ว่าคุยอะไรกัน (เพราะคุยภาษาอังกฤษอ่ะนะ ถถถถ) เราเลยบอกไปว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้มาจากไต้หวัน ส่วนตัวเราค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันที่เจอนักท่องเที่ยวแถบนี้ (ยกเว้นเราที่ไม่ได้มาเพื่อเที่ยว มาดูคอน) เพราะส่วนมากเขาไปโตเกียวกันหมด

มาถึงปลายทางก็ปั๊มตราอีกครึ่งหนึ่ง “จ.ยามากุจิ เมืองชิโมโนเซคิ”
ถ้าปั๊มดีๆ จะได้ภาพหนึ่งภาพค่ะ……ขอโทษค่ะ กากค่ะ……..

ออกจากอุโมงค์ ขึ้นลิฟท์มาเหนือน้ำ ก็เจอของแรร์มากๆ เข้า

ฮัปปะซัง “อ๊ะ คามิชิไบ
DN “(คามิชิไบ??? ละครกระดาษ???)”

เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์อันโด่งดังซะด้วย คนเรียกเอกญี่ปุ่นน่าจะเคยได้ยินกันหมดมั้ง? (เราไม่ได้เรียน แต่เคยเจอจากงานค่ะ) นั่นคือ “ศึกดันโนะอุระระหว่างเก็นจิกับเฮย์เค” เรารู้จัก แต่ไม่คิดว่าเมืองชิโมโนเซคิคือ “ดันโนะอุระ” ที่ว่า…..โอ้โห โคตรบังเอิญเลย สถานที่ที่เคยเจอในงานเมื่อหลายปีก่อนหน้า ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาเหยียบแบบไม่ตั้งใจ

คุณป้าเล่าสนุกมากค่ะ ไม่น่าเบื่อ มีการเปลี่ยนน้ำเสียงสูงต่ำตามสถานการณ์ในเรื่อง ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่พอรู้เรื่อง เพราะเรารู้เรื่องศึกดันโนะอุระคร่าวๆ อยู่ ตอนท้ายคุณป้าก็เล่าว่าศึกครั้งนี้ ฝั่งเฮย์เคตายหมด เลยเกิดเป็นเรื่องเล่าผีๆ ยาวนานมาอีกหลายร้อยปี (คุ้ยเจอเวอร์ชั่นภาษาไทยที่นี่ด้วย) หนึ่งในนั้นคือเฮย์เคกานิหรือ “ปูเฮย์เค” ที่ลวดลายบนกระดองของมันมีหน้าตาคล้ายคน….

พอเล่าจบ คุณป้ามอบของที่ระลึกให้กับคนที่ฟังด้วยค่ะ เด้กผู้ชายด้านหน้าได้โมเดล??? ของปูเฮย์เคไปเป็นที่ระลึก ส่วนเราได้โปสการ์ด….และเช่นเคย พอเราบอกขอบคุณ ป้าถามทันทีว่ามาจากไหน (คาดว่ามาจากโซนไหนของญี่ปุ่นมากกว่า) พอเราตอบมาจากไทย ป้าและคนแถวนั้นแลดูตะลึงมาก (ฮา) ป้าถามว่าแล้วภาษาไม่เป็นไรเหรอ ฮัปปะซังตอบแทนว่าไม่เป็นไร เราได้ภาษาญี่ปุ่นอยู่ (จริงๆ ก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างนะคะ แหะๆ) พลิกๆ ดูโปสการ์ดกับดูรถสามล้อ เลยรู้ว่าป้าเป็นอาสาสมัครจาก Shimonoseki Sightseeing Campaign

ภาพบนโปสการ์ดเราคือรูปปั้นนี้ล่ะค่ะ….สองแม่ทัพของเก็นจิกับเฮย์เค
มินาโมโตะ โยชิสึเนะกับไทระ โทโมโมริ

 

ฮัปปะซัง “โห ภาษาอังกฤษสรุปโคตรสั้น (ฮา)”

สารขัณฑ์ตื่นทะเลก็อื้อหืออ้าหาถ่ายรูปทะเล สะพาน เรืออยู่ครู่หนึ่ง และสะดุดกับสิ่งหนึ่งเข้า

ปืนใหญ่หยอดเหรียญ ครั้งละ 100 เยน ยิง 3 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกันนัดละ 5 วินาที
มีควันด้วย ใช้งานได้ตั้งแต่ 9.00-17.00 น.

เราคงแสดงทีท่าสนใจมาก ฮัปปะซังก็ใจดี๊ใจดี หยิบ 100 เยนออกมาหยอดให้ จนได้คลิปสารขัณฑ์ตื่นปืนใหญ่ตามด้านล่าง (อีนี่ก็ถ่ายมาแบบ HD 1080p เลยข่ะ)

หลังจากนี้จะเดินทางโดยนั่งรถฮัปปะซังเป็นหลัก (ฟรีนั่นเอง) เดินไปขึ้นรถที่เขาจอดรอไว้แถวนี้ก็ไปยังสถานที่แรก

สวนสนุก Haikara’t Yokocho ตอนเราบอกว่าอยากลองไปที่นี่ ฮัปปะซังบอกว่ามันค่อนข้างร้างนะ ไม่ได้คึกคักอะไรนัก แต่ถ้าอยากไปก็โอเค

เนื่องจากข้างๆ สวนสนุกแห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคเคียวคัง ที่นี่เลยมีขายบัตรเซ็ต ปกติถ้าจะขึ้นขิงช้าสวรรค์ของที่นี่เสีย 700 เยน ส่วนค่าเข้าชมไคเคียวคัง 2000 เยน แต่ถ้าซื้อตั๋วเซ็ตชิงช้าสวรรค์+ไคเคียวคังจะเสียแค่ 2400 เยนเท่านั้น (เจอจากในเว็บ) เลยไปซื้อตั๋วนี้กันก่อน ฮัปปะซังได้ส่วนลดเพิ่มอีกเพราะเป็นคนชิโมโนเซคิ (ต้องแสดงหลักฐานเล็กน้อยว่าเป็นคนเมืองนี้จริง)

ขึ้นไปแตกตื่นบนชิงช้าสวรรค์ค่ะ สารขัณฑ์มาก บนชิงช้าสวรรค์จะมีระบบเนวิเกเตอร์แนะนำสถานที่ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ให้ด้วยทั้งภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ (จะเลือกเปิดดูหรือไม่ก็ได้) ฮัปปะซังลองเปิดฟังเล่นๆ แต่เราไม่สนใจเท่าไหร่ แตกตื่นอยู่

ฮัปปะซัง “เห็นทางวงกตข้างล่างหมดเลยแฮะ ทางง่ายๆ เนอะ ไม่ซับซ้อน”
DN “นั่นสินะคะ จำเฉลยจากบนนี้ไปก็ชิลๆ แล้ว (หัวเราะ)”

DN ตอนนั้นไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของตัวเองคือแฟล็ก

ที่สวนสนุกนี้จะมีเครื่องขายตั๋วอัตโนมัตินะคะ ซื้อตั๋วจากเครื่องนี้ก่อนแล้วถึงไปยังจุดต่างๆ ที่อยากเล่น ลงมาจากชิงช้าสวรรค์ปุ๊บก็เล่นเลยค่ะ ทางวงกตการ์ด ราคา 400 เยนต่อรอบ พอยื่นตั๋วให้กับพนักงงาน เขาก็ให้สมุดแสตมป์มาอันนึง ทำนองว่าถ้าเล่นตามจุดต่างๆ ครบเท่านั้นเท่านี้จะได้สิทธิ์แลกรางวัล (มีให้แลกตอนครบ 4 จุดกับ 9 จุดมั้งนะคะ) นอกจากอันนี้แล้วก็จะมีกระดาษคำตอบสำหรับ attraction จุดนี้ ให้เราฝ่าทางวงกตไปยังจุดตอบคำถาม 4 จุด ตอบคำถามให้ครบแล้วไปยังทางออก

ในทางวงกตจะมีภาพการ์ดของมอนสเตอร์ต่างๆมีคำพูด คำใบ้เป็นระยะๆ เราใช้วิธีมองด้านบนเอาว่าจุดตอบคำถามอยู่ไหน (มีหลังคานิ) แล้วเดินๆ หาเอา

แต่ละซุ้มตอบคำถามก็ถามไม่ยากค่ะ เช่น มีภาพพัซเซิลให้ (แต่พัซเซิลจะเรียงสลับกันมั่ว) แล้วถามว่ามอนสเตอร์ในพัซเซิลตัวนี้คือตัวใดระหว่างภาพ A B หรือ C….การตอบคำถามคือปั๊มตราลงในช่อง ซึ่งถ้ามีเซนส์หน่อยก็ไม่ต้องไขปริศนาหรอกค่ะ แค่ดูว่าตัวปั๊มอันไหนมันวางไม่เป็นระเบียบ ไม่อยู่กับที่ของมัน นั่นแหละคือคำตอบ (เพราะคนจะหยิบออกมาปั๊มตลอดแล้วไม่วางให้เรียบร้อยไง)

ซุ้มคำถามแรกยังไม่มีอะไรค่ะ เดินไปแป๊บเดียวเจอ แต่พอซุ้มสอง………

DN “………..”
ฮัปปะซัง “เมื่อกี้ก็เพิ่งเดินผ่านตรงนี้มานะ”
DN “เหรอคะ?”
ฮัปปะซัง “……….wwww”
DN “(เดินหาต่อ โดยมีฮัปปะซังตามต้อยๆ ห่างๆ)”
ฮัปปะซัง “ถ้าจะยอมแพ้ก็ออกทางนั้นได้”
DN “…..ไม่ค่ะ…….”
ฮัปปะซัง “……..”
DN “…………..(หลังจากวนกลับมาที่เดิมรอบที่สาม) ช่วยหน่อยดิคะ orz”
ฮัปปะซัง “เรื่องไร ไม่งั้นจะเป็นพัซเซิลเหรอwwwwwwww”

“คนหลงทิศนี่หลงจริงอะไรจริงแฮะ” ค่ะ……ก็ดีใจที่รู้สึกบันเทิงได้เมื่ออยู่กับเรา() ดีกว่าเขาเซ็งเนอะ

และเหมือนฟ้าดินยังเมตตาเราอยู่บ้าง เจอคุณพ่อกับลูกชายผ่านมาแถวนี้พอดี ตามไปสิคะจะรออะไร และเจอจุดตอบคำถามที่สองโดยปลอดภัยพร้อมเสียงขำขันของคนข้างหลัง

ฮัปปะซัง “ทีหลังก็นึกแผนผังของทางวงกต วาดตำแหน่งที่พบไว้ในหัวสิ”
DN “ก็ทำแล้วไงคะ (ทำไงวะ มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอเห้ย)”

ความจริงน่าตกตะลึงที่เพิ่งค้นพบ….คนเคยอ่านบล็อกแสวงบุญเราครบทุกอันน่าจะเฉลียวใจแล้ว ทำไมเจ้าของบล็อกนี้มันถึงได้หลงทางตลอดเวลาวะ

อ้อ…….นี่เราเป็นสายพันธุ์เดียวกับคุณอาซึสะนี่เอง *ทำหน้าสิ้นหวัง*

มิน่าไปเซ็นทรัลเวิลด์กี่รอบก็ยังหลง…..ตอนไปหมุนกาชาเข็มกลัดปุจิมาสตอนคอน 10 ปีมิอุระซังถึงออกรัวๆ เพราะงี้เอง

ฮัปปะซัง “ลองไปทางที่ไม่เคยไปดูมะ”
DN “พยายามอยู่นี่แหละค่ะ คือจะไปทางซ้าย พอเจอทางตันก็เลยถอยกลับมา
แล้วพยายามจะหาทางไปซ้ายต่อ แต่มันก็วนมาที่เดิม…..orz”
ฮัปปะซัง “วาดแผนที่ในหัว ลองไปที่ที่ไม่เคยไปwwwwww”

ลองพยายามค้นหารูที่ไม่เคยผ่านสักพักก็เจอและผ่านฉลุยไปด้วยดี ตอบคำถามครบ 4 ข้อก็รับเหรียญเวทมนตร์ซัมติงอะไรสักอย่าง (ลืมชื่อ) เสร็จเอาเหรียญไปหยอดกาชา? หรือหยอดเครื่องอะไรสักอย่าง เพื่อรับการ์ดมอนสเตอร์

กากส์……..

ออกมาตรงทางเข้าก็เอาการ์ดนี้ไปสู้กับเครื่อง……แพ้ค่ะ ถถถถถถถ แพ้ทั้งคู่เลย และสามารถเล่นต่อเนื่องได้ด้วยนะ ตั้งแต่รอบสองไปจะเสียแค่ครึ่งราคา

ฮัปปะซัง “ต่อรอบสองมั้ย? wwww”
DN “ไม่ค่ะ ฮัปปะซังใจร้ายมากอ่ะเมื่อกี้ orz”
ฮัปปะซัง “แหม่ ใครจะคิดว่าจะหลงขนาดนั้น”
DN “……..ยินดีค่ะที่รู้สึกสนุก…….”

หลังจากนั้นก็เล่นต่อให้ครบ 4 อย่าง มีอันนี้ อันนี้ (ดาวน์ทาวน์มีหลายซุ้ม) พอแสตมป์ครบแล้วเอาไปแลกของรางวัล ไอ้หมุนวงล้อที่เรามักเห็นกันตามอนิเมหรือมังกะญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ ส่วนของรางวัลที่เราได้คือ…

อุไม่โบ……
อุไม่โบรสแกงกะหรี่ไก่!!!!!!!!!!!!
ฮัปปะซังก็ได้อุไม่โบ แต่เลือกอีกรส

รสชาติอุไม่โบวันนั้นเป็นที่จดจำมากในหลายๆ ความหมาย….

ก่อนไปจากสวนสนุกก็เข้าไปดูหนัง 4 มิติกันด้วย ตื่นตาตื่นใจดีค่ะ เหมือนพุ่งเข้ามาหาจริงๆ เหมือนจะยื่นมือจับได้เลย

เมื่อไม่รู้จะเล่นอะไรในสวนสนุกแล้วก็ไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคเคียวคังที่อยู่ข้างๆ กัน

ฮัปปะซัง “วาฬยังพอว่า แต่ปลาปักเป้านี่หลอนฝ่ะ”
DN “(??? ปักเป้าออกจะน่ารัก)”

ชอบพิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นตรงที่เขาออกแบบทางเข้าชมแบบบังคับให้ต้องเดินดูตามลำดับเลย คนไม่สวนกันวุ่นวายดี และทำให้ดูได้ทั่วถึงด้วย มีลูกศรคอยบอกตลอดแบบนี้ไม่มีหลง

แปะรูปแบบสุ่มๆ นะคะ รูปทั้งหมดดูในอัลบั้มได้ https://www.flickr.com/photos/112374766@N05/albums/72157667069280895/with/25791742033/

วันที่ไปไม่มีโชว์ปลาโลมา เพราะลูกโลมาเพิ่งเกิดไม่นาน ทางพิพิธภัณฑ์เลยให้โลมาแม่ลูกได้พัก ระหว่างยืนดูโลมา เจ้าตัวนี้ก็โผล่มาโชว์ตัวค่ะ ใกล้มาก ระยะประชิด กรี๊ดเลย ครูฝึกสั่งโบกครีบบ๊ายบายก่อนไปด้วย

 

ปลิงทะเล() เรากล้าจับแค่ดาว แต่โดนแกล้งให้จับแตงกวา (?) ข้างๆ คือดาวมันยังแข็งๆ แต่แตงกวามันดึ่ยๆ อ่ะ TTwTT

 

รูปปั้นเพนกวินยักษ์หน้าหมู่บ้านเพนกวิน (ชื่อโซนเพนกวิน)

ถ้าจำไม่ผิด แถวนี้จะมีชุดเพนกวินให้สวมแล้วถ่ายรูปได้ เห็นมีแต่เด็กถ่ายกันเราเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษจนกระทั่ง….

ฮัปปะซัง “ไม่ถ่ายเหรอ?”
DN “ชุดมีที่ไหนล่ะคะ….”
ฮัปปะซัง “(เดินไปดูราวแขวนชุด) นี่ไง มีไซส์ผู้ใหญ่”
DN “……”
ฮัปปะซัง “(เอาหมวกเพนกวินมาสวมให้) ใส่เร็ว (ยื่นรองเท้าแตะเพนกวินให้)”
DN “……………………”

มีชุดเพนกวิน หมวกเพนกวิน รองเท้าเพนกวินพร้อม 55555555 ก็ถ่ายรูปที่ระลึกเก็บกันไว้ ไม่ต้องมาขอดูนะ

โซนโชว์เพนกวินที่อาศัยในเขต Subantarctic เจ้าพวกนี้ฮาดีค่ะ จะมีบางกลุ่มที่โดดลงน้ำไปปุ๊บ แล้วว่ายกลับขึ้นมาโดดลงน้ำใหม่อีก ทำแบบนี้ตลอดเวลา บางตัวทำท่าอยากโดดแต่เหมือนไม่กล้าพอ

 

ปูเฮย์เคที่ได้ฟังจากละครกระดาษ ของจริง

 

โซนเพนกวินฮัมโบลต์ เพนกวินที่มีแหล่งอาศัยหลักในชิลีกับเปรู

 

มีโซนจัดแสดงกระดูกฉลามวาฬสักพันธุ์ ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ถ้าไม่ถ่ายจากข้างบนหรือไกลๆ นี่เข้ากล้องไม่ได้ แต่ในภาพเป็นอีกพันธุ์ที่ตัวเล็ก

 

เทียบกับคนข้างๆ สิ

 

ซื้อของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์เสร็จ ได้เวลามื้อเที่ยง (ตอนเกือบบ่ายสาม) ออกมาข้างนอกเพื่อจะหาอะไรกินกัน เดิมทีจะไปกินที่ห้าง Kamon Wharf ที่อยู่ใกล้ๆ

คามอนวาร์ฟคือห้างตรงหน้านี่เองค่ะ ตรงอาคารดำๆ ที่อยู่ตรงกลางค่อนไปทางขวามือคือตลาดคาราโตะ ตลาดปลาแห่งใหญ่ ส่วนสะพานด้านหลังคือสะพานข้ามช่องแคบคันมอน

แต่เจอร้านข้าวข้างทางพอดี เลยแวะกินที่นี่ สิ่งที่เราตั้งใจมากินมาก……………

ข้าวหน้าปลาปักเป้า เซ็ตนี้ 1500 เยน? มั้ง…..ปลาปักเป้าเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชิโมโนเซคิค่ะ เพราะที่นี่คือแหล่งปลาปักเป้าแหล่งใหญ่ของประเทศ ว่ากันว่าในตลาดคาราโตะจะมีร้านที่เราสามารถเลือกเครื่อง ทำข้าวหน้าปลาปักเป้าในแบบของเราเองได้ด้วย (ไม่คอนเฟิร์มนะคะ) แต่ไม่มีเวลาไป กินที่ไหนได้ก็กินตรงนั้นแหละ

ความรู้อย่างนึง ปลาปักเป้าเนี่ย ภาษาญี่ปุ่นเรียก fugu แต่หากในแถบนี้จะเรียก fuku เป็นส่วนใหญ่ค่ะ มีข้อสันนิษฐานว่าคงเพราะ fugu ไปพ้องเสียงกับ 不遇 (fuguu) ที่แปลว่าโชคร้าย เลยเรียก fuku ที่พ้องเสียงกับคำว่า 福 (โชคดี) แทน

ของฝากที่ซื้อมา เลือกนานมากเพราะกลัวไม่มีที่ใส่และน้ำหนักกระเป๋าเกิน เลยไม่ได้ซืิ้อพวกตุ๊กตาหรือเครื่องประดับ ส่วนกล่องข้างๆ นั้นคุณฮัปปะเขาคะยั้นคะยอให้ดิฉันซื้อ ไม่รู้ไปหยิบจากไหนมา() ไอ้ “ขี้ปลาโลมา” เนี่ย หลังจากกลับไทยมากิน รสชาติและสัมผัสคล้ายๆ “ขนมลา” ของไทยค่ะ พอทวิตไปบอกเขาว่าอร่อยดีนะ รสชาติคล้ายขนมของไทย เขาบอกอ้อเหรอ รสชาติเป็นไง เพราะไม่เคยกินขี้ปลาโลมาเหมือนกัน……….ตกลงที่เอามายัดใส่มือเพราะเห็นแค่ว่าเป็น “ขี้” ปลาโลมา…..?

รสชาติของปลาปักเป้า ให้บรรยายแบบใกล้เคียงที่สุดคือปลานึ่งมะนาวของไทย() คือมันมีรสและกลิ่นเปรี้ยวๆ ที่คล้ายมะนาว (แต่แรงและดิบๆ กว่า) คาดว่าเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อปลาปักเป้าล่ะมั้ง คนที่ไม่ถูกกับกลิ่นแบบนี้อาจไม่ชอบเนื้อปลาปักเป้า และเวลาจะกินปลาปักเป้าต้องเลือกร้านดีๆ นะคะ ร้านไหนที่จะขายปลาปักเป้าได้ต้องมีใบอนุญาต ไม่งั้นคนกินตายแหงแก๋

นั่งๆ กินอยู่ก็พบว่าอัตสึฮิเมะเล่นทวิตเตอร์แล้ว เดบิวทวิตเตอร์เลย

กินเสร็จก็เดินไปคามอนวาร์ฟ เพื่อไปทำธุระอีกอย่าง….

ที่คามอนวาร์ฟชั้น 3 เป็นที่ตั้งสำนักงานของคามอนวาร์ฟ ที่นี่คือ 1 ในสถานที่ที่มาแลกประกาศนียบัตรว่าคุณได้เดินข้ามอุโมงค์คันมอนมาแล้ว เอาใบปลิวที่ปั๊มตราครบสองฝั่งนั่นแหละค่ะมาแลก สามารถแลกได้ 6 ที่ตามแต่สะดวก รายละเอียดและเวลาที่แลกได้ก็ตามนี้ เลือกลายได้ 6 ลาย

ชั้นล่างมีร้านขายของที่ระลึก ซื้อของฝากเมืองชิโมโนเซคิจากที่นี่ได้เลย ซื้อลูกอมส้ม ข้าวเกรียบปลาปักเป้า ฯลฯ พอสมควร เสร็จแล้วก็ขึ่้นรถไปยังสถานที่ต่อไป

ศาลเจ้าคาเมะยามะฮาจิมังกู ที่นี่เป็นศาลเจ้าที่มีรูปปั้นปลาปักเป้า หนึ่งเดียวในโลก (แหง)

รูปปั้นปลาปักเป้า ในศาลเจ้ายังมีรูปปั้นเต่าอีกนะเพราะศาลเจ้านี่ชื่อ “คาเมะ”ยามะ

 

แผ่นป้ายเขียนคำอธิษฐานกับเครื่องรางลายริแล็คคุมะ เค้าทำแคมเปญจน์กันอยู่ ถถถถถ ดูรูปก็นึกเจ็บใจที่ไม่ซื้อมา (แพงง่ะ)

 

ป้ายเขียนคำอธิษฐาน มีปลาปักเป้าด้วย ทำมือทุกอัน

 

โทริอิ

เสร็จจากตรงนี้ก็เดินไปขึ้นรถ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไป

ฝาท่อในเมืองมีน้องเป้าเต็มไปหมดค่ะ

ต่อไปคือสถานทูตอังกฤษเก่าในเมืองชิโมโนะเซคิ ตอนนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์

ทีแรกไม่ได้มาร์คที่นี่ไว้ จริงๆ จะไปที่อื่น แต่บังเอิญว่าเดินผ่าน แล้วเราจำที่นี่ได้เพราะเจอตอนหาข้อมูลที่เที่ยว ไหนๆ ก็มาแล้วเลยแวะหน่อยแล้วกัน

 

มีนิทรรศการนี้อยู่

มีนามบัตรให้หยิบกลับด้วย

มีจอ navigation ให้เรียนรู้ส่วนต่างๆ และเรื่อวของสถานทูตเก่าแห่งนี้ แจ่มมาก แต่ปฏิกิริยามันค่อนข้างทื่อๆ จิ้มๆ แล้วไม่ตอบสนอง ที่นี่ผ่านการซ่อมแซมใหญ่มาแล้ว โดยรื้อเอาอิฐออกมาหมดแล้วประกอบเข้าไปใหม่ (เปลี่ยนอิฐด้วยมั้ง?)

 

ออกจากสถานทูตเดินมาถนนใหญ่ใกล้ๆ

ที่ทำการไปรษณีย์นาเบะโจ ตึกตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นและเป็น ปณ.เก่าที่สุดที่ยังให้บริการอยู่

 

ถ่ายให้เห็นทั้งตึกจากอีกฝั่งถนน

 

Former Akita Company Building ตึกเก่าของ บ.อาคิตะการค้า ปัจจุบันเป็นศูนย์แนะนำการท่องเที่ยวชิโมโนะเซคิ

 

ถ่ายจากอีกฟากถนน

 

หมดตรงนี้ก็ไปสถานที่สุดท้ายที่เราจะเที่ยวในชิโมโนเซคิ

ในรถฮัปปะซัง ขออนุญาตถ่ายมาแล้วค่ะ ในรถเขาก็เปิดเพลง Side M ตลอดอีกต่างหาก (ฮา)
ด้านหลังรถยังมีปุจิอีกหลายตัว ไม่แน่ใจว่าครบเซ็ตมั้ย

 

ศาลเจ้าอาคามะค่ะ หนึ่งในสถานที่ที่ต้องมาหากอยากตามรอยเก็นจิกับเฮย์เค

หลุมศพตระกูลไทระ (เฮย์เค) ตอนไปเป็นวันธรรมดา คนน้อยอยู่แล้วด้วย ออร่าและบรรยากาศโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรวังเวง เวิ้งว้าง กดดัน ขนลุก

 

โฮอิจิไร้หู (อ่านเรื่องราวได้จากลิงค์เรื่องพิศวงเฮย์เคที่แปะไว้ด้านบน) ตอนไปทำไมถึงปิดหว่า…..

 

เมื่อตระกูลไทระล่มสลาย คนที่เหลือรอดหวังฟื้นฟูเฮย์เคกลับมาอีกครั้ง และเริ่มประกอบอาชีพประมงเลี้ยงชีพ เป็นที่มาของอาชีพประมงในดันโนะอุระ ปัจจุบันใช้เรือยนต์กันหมดแล้ว เรือโบราณทำจากไม้เหลือลำนี้ลำเดียว เลยเอามาเก็บรักษาให้คนรุ่นหลังดูที่นี่ ว่ากันว่าชาวประมงดันโนะอุระมีธรรมเนียมนั่งคุกเข่าตกปลาเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและไว้อาลัยให้เฮย์เค

 

เที่ยวจนถึง 5 โมงเย็น เราก็ขอตัวกลับ ต่างคนต่างมีของฝากให้กันก็แลกกัน ฮัปปะซังขับรถมาส่งเราที่ทางเข้าอุโมงค์คันมอน (ขอเอง) เพราะเราจะเดินเอาประกาศนียบัตรอีกใบ (ฮา)

ฮัปปะซัง “จะไม่ให้ไปส่งจริงเหรอ เดี๋ยวขับรถไปรอหน้าอุโมงค์ฝั่งโน้น (โมจิ) ก็ได้นะ จะพาไปส่งที่โมจิโค”
DN “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องหรอก (เกรงใจ วนไปวนมา)”
ฮัปปะซัง “ไม่เป็นไรแน่นะ? ไม่หลงแน่นะ?”
DN “ไ ม่ ห ล ง ค่ ะ….รถบัสก็มี เดี๋ยวนั่งบัสกลับเอา”
ฮัปปะซัง “แต่รถบัสมันนานทีจะมาสักคัน”
DN “ไม่เป็นไรค่ะ มาญี่ปุ่นรอบที่สามแล้ว ไว้ถึงแล้วจะบอกนะคะ”
ฮัปปะซัง “งั้นก็โอเค”

ณ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจพลาดแล้วอย่างมหันต์…………….

เดินกลับมาถึงฝั่งโมจิ นี่ล่ะค่ะหน้าตาซุ้มปั๊มแสตมป์

ป้ายรถเมล์ไม่ห่างจากทางเข้าอุโมงค์นัก เราเดินไปที่ป้ายเพียงเพื่อจะพบว่า……….

  • มีรถผ่านสายเดียวคือ 74
  • ไม่มีรถรอบ 17 นาฬิกา……………………..มีรอบ 16.53 แล้วข้ามไป 18.15 เลย
  • ตอนนี้ 5 โมงกว่าๆ
  • ร้านโอเด้ง Wakamatsuya หน้าอุโมงค์คันมอนที่ตั้งใจจะมากินก็ปิดไปแล้ว………………(ปิด 5 โมงเย็น) ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด อยากเอาหัวโขกชัตเตอร์หน้าร้าน
  • ศูนย์ท่องเที่ยวโมจิโคปิด 18.00 น. ถ้าอยากแลกประกาศนียบัตรอีกใบให้ทันในวันนี้ต้องไปให้ถึงโมจิโคก่อน 6 โมงเย็น
  • ระยะห่างเช็คจากแผนที่ 2.2 กิโลเมตร
  • วิธีเดินทาง – เดิน…………………..

เอาวะ เดินก็เดิน orz ถ้าไม่ทันจริง พรุ่งนี้เช้าลงทุนนั่งรถไฟมาโมจิโคอีกรอบเพื่อมาแลกก็ได้ ฮึ

เวลาไม่มียังจะแวะถ่ายอีก คือมันสวยมาก ถ้ามีเวลาก็อยากมานั่งเหม่อมองทะเลเรื่อยๆ แถวนี้จัง

เดินจ้ำแบบพยายามที่สุดแล้ว มาหลงโค้งสุดท้าย หาไม่เจอว่าทางเข้าสถานี JR โมจิโคอยู่ตรงไหน (จะหลงอะไรนักหนาวะ) เลยเออช่างแม่ม เดินย้อนกลับไปโมจิโค เรโทร เดินเที่ยวซะหน่อยพร้อมกับแวะหาของกินขึ้นชื่อประจำโซนนี้

อาหารขึ้นชื่อที่ต้องกินให้ได้เมื่อมาเขตโมจิคือ 焼きカレー หรือว่าข้าวแกงกะหรี่อบชีสค่ะ หลังเดินวนสำรวจรอบๆ ว่าจะกินร้านไหนจนครบทุกร้าน ก็เจอเมนูที่อยากลองหลายอย่าง เช่น ซูชิวาฬ (รสชาติเป็นไงหว่า?) แกงกะหรี่อบชีสเนื้อวาฬก็มี แต่สุดท้ายเรากลับเลือกร้านร้านนึงจากหน้าตาร้าน

เก๋มั้ยล่ะ! กินบนเรือเลยทีเดียว

ตอนพักงานเอามาเสิร์ฟ ถึงกับถามว่านี่คือน้ำใช่มั้ย ถถถถ นึกว่าเหล้า

อาหารก็มาโคตรช้าค่ะ ตรูหิวมาก รีบมาไวๆ โว้กกกกกกกกกกกกกกก นั่งถ่ายรูปไปแชทไป ไดโนสึเกะ P ที่เคยแลกนามบัตรตอนมีตติ้งผีนานาชาติ SSA เมื่อ 2 ปีก่อนก็ทักมาว่าตอนนี้อยู่ในร้านที่เห็นร้านเรือนี่พอดี (จะว่าไปก็เห็นเขาทวิตเมื่อเช้าว่าจะมาโมจิโคนี่นะ) ทำเอาเงิบ เลยนัดว่าเดี๋ยวกินเสร็จแล้วมาแลกนามบัตรกัน รอประมาณ 15-20 นาทีได้

สั่งเป็นเซ็ตคู่สลัด กี่เยนจำไม่ได้ละ น่าจะ 900 เยน ถ้ากินโตเกียวก็น่าจะหลักพันล่ะค่ะ กลิ่นหอมของชีสร้อนๆ ยืดๆ โอยยยยยยยยยยยย ฟาดหมดใน 15 นาที ก็ออกมารอไดโนสึเกะผีหน้าร้านพร้อมอาการเมาเรือเล็กๆ (มันโคลงเคลงตลอดเวลา) ตอนรอหน้าร้านโคตรหนาว 555 มันไม่มีตึกบังลมเลย เป็นลานกว้างๆ หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟกลับพร้อมเขา คุยเรื่องคอนเมื่อวาน ความเคลื่อนไหวที่น่าจะเป็นไปได้ของมิลเลียนในอนาคต และเพลงลีดเดอร์ที่เปียวน์โคโรจะร้อง (เดาว่า Aikotoba wa Start Up! ชัวร์ๆ กันทั้งคู่) และไม่ลืมที่จะเล่าเหตุการณ์บีลีฟมายดรีมของเราตอนเดินทางมาที่นี่wwww

กลับมาถึงโรงแรมตอนสองทุ่มนิดๆ รายงานฮัปปะซังว่าถึงแล้วโดยปลอดภัย ก็ทำสิ่งที่ยังเหลือค้างคาอยู่….นั่นคือการนั่งรถบัส 中谷号 รถเส้นไปนาคาทานิ มันไปพ้องกับนามสกุลของ “นาคาทานิ อิคุ” พอดี มิลเลียนผีเลยกะว่าถ้ามาฟุคุโอกะแล้วก็จะนั่งกันให้ได้เหมือนกัน (อีกหนึ่งจุดแสวงบุญนอกจากสถานีจิฮายะ ฮาโคซากิ คาสึกะ)…………….เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว! แค่บังเอิญขึ้นบัสเส้นนี้พอดี สถานที่ที่เราจะมาจริงๆ คือที่นี่ต่างหาก

กลับมาอีกจนได้….จะว่าไปตอน SSA เราก็กลับไปถ่ายรูป SSA เหมือนกันนี่นะ

จะบอกว่าถ่ายยากมาก ยากโคตร ถือกล้องมือเดียว สั่นสิคะ เลยถ่ยเก็บไว้หลายรูปแล้วมาเลือกทีหลัง คนที่อยู่แถวนั้นก็มีมองบ้างว่ามันมาทำอะไรวะ (555555)

อีกรูปนึงที่จุดโฟกัสอยู่ที่ฮอลล์ด้านหลัง

กลับมาถึงโรงแรมก็จัดกระเป๋าเตรียมกลับวันมะรืน เก็บข้าวของไปพลาง อาบน้ำ นอน พรุ่งนี้ยังเหลืออีกวัน เที่ยวล้วน แร่ดเดี่ยว ก่อนกลับไปผจญอากาศร้อนนรกที่สารขัณฑ์

To be continued…..

Advertisements

One thought on “บันทึกแสวงบุญคอนเสิร์ต THE IDOLM@STER MILLION LIVE! 3rdLIVE TOUR BELIEVE MY DRE@M!! (7) : ค่ำคืนหลังฝัน และเดทอีกฟากทะเล [Tour]

  1. ละครกระดาษเพิ่งจะเคยเห็นค่ะ ซากุระสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกก ตึกปณ.ก็สวย
    ดูแล้วสงบ น่าเที่ยวดีค่ะ ดูมีหลายที่ให้ไปด้วย อยากลองไปบ้าง >w<
    ขำทางวงกตค่ะ 5555555 แต่เอาจริงๆถ้าไปเองอาจจะหลงบ้างก็ได้ ถถถถถถ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s