บันทึกแสวงบุญคอนเสิร์ต THE IDOLM@STER MILLION LIVE! 3rdLIVE TOUR BELIEVE MY DRE@M!! (10) : ฝ่ากลับสู่ความจริง [Flight]

หลังจากรับทราบข่าวไม่ค่อยน่าสบายใจนักว่าเครื่องบินช้า เราก็บ่นๆ ลงทวิตเตอร์นิดหน่อยแล้วไปฆ่าเวลา เพราะนั่งเฉยๆ ไปก็ไม่ได้อะไร

ซื้อขนมโทริมอนกับโมจิ? ไส้สตรอเบอรี่อามาโอ ขนมโทริมอนนี้เคยเอามาแจกเป็นของรางวัลในรีลีสอีเวนท์ของ LTD04 ส่วนสตรอเบอรี่อามาโอเป็นของขึ้นชื่ออย่างนึงของฟุคุโอกะ และมาระลึกได้ว่าทำไมไม่ไปซื้อในโซน duty free ฟะ….แต่เอาเถอะ ไปซื้อในนั้นคนเยอะยุ่งยาก…

จะรันเวย์แน่นอะไรนักหนาวะะะะะะะะะะะะะะะ

นั่งรอว่างๆ ทวิตบ่นไปอะไรไป…พิมพ์เมลส่งไปรายการ TryAngle Harmony แล้วนึกออกได้ว่าเออ ตอบแบบสอบถามคอนดีกว่า กลับบ้านไปกลัวทำไม่ทัน นั่งกรอกๆ อยู่จะจบละ มือไปโดนผิดที่ผิดทาง กด back กลับ หายหมด แทบอยากเอาหัวโขกพื้น

รอจน 18.15 น. ที่เป็นเวลาเครื่องออกก็ไม่มีการเปิดเกท….อ่ะ รอต่ออีกนิด…..ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหว จนกระทั่ง

เลื่อนไปเป็น 20.15 ละ – –

อยากซื้อตั๋วหนีก็ไม่ทันแล้วจ้า กระเป๋าไม่อยู่กับตัวแล้ว

คิดว่าคืนนี้ยาวแน่นอน เราต้องเตรียมตัวไปจากทางนี้ให้พร้อมค่ะ เรียนรู้แล้วจากตอนขามา

ขึ้นมากินทงคตสึราเม็งชั้นบน เติมพลังไว้ก่อน มองข้างนอกเห็นเครื่องบินด้วย กินไปชมวิวไปแบบเซ็งๆ (พยายามจะสุนทรีย์ เซนติเมนทัลนะ แต่ทำไม่ลง) กินเสร็จก็ไปเดินเล่น observation deck ถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วลงไปนั่งรอที่เดิม มีเสียงประกาศว่าให้ไปรับตั๋วกินอาหารได้……………ไม่เอาหรอก ตั๋วอาหารกากๆ น่ะ พาตรูไปส่งบ้านก็พอ orz……………

ขามายังมีคนไทยคอยช่วยเหลือกัน แต่รอบนี้ตัวคนเดียว แล้วจะทำยังไง นี่ต้องไปผจญนรกแถวยาวๆ กินข้าวกินน้ำไม่ได้เป็นสิบชั่วโมงอีกแล้วเหรอ orz

เวลา 20.13 น. เวลาออกบินถูกเปลี่ยนเป็น “เลื่อนไม่มีกำหนด”

ฟัค

เดินไปถาม พนง.ที่เกทว่าเมื่อไหร่จะได้ไปเนี่ย ที่นี่ปิดสี่ทุ่มไม่ใช่เหรอ พนง.บอกว่าหนูก็ไม่รู้ค่ะ มันเป็นเรื่องจากฝั่งเซี่ยงไฮ้ล้วนๆ….ซึ่งเราก็พาลใส่ทางญี่ปุ่นไม่ได้อ่ะนะ เค้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

อะไรนักหนาวะไชน่าอีสเทิร์น จะดรอปตรูทิ้งอีกกี่รอบถึงจะพอใจเนี่ยหาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

สุดท้ายเวลาก็เลื่อนมาเป็นบอร์ดดิ้ง 22.00 น. และเครื่องออกตอน 22.55 น. ยืดให้เป็นกรณีพิเศษเลย….ไม่งั้นก็ไม่ได้กลับวันนี้แล้ว

เห็นไฟลท์เลื่อนเละเทะแบบนี้เลยสไคป์โทรกลับบ้าน

DN “โหล”
แม่ “อือ ว่าไง”
DN “ไฟลท์ดีเลย์น่ะ อาจจะกลับช้านะ ไม่รู้ถึงไทยเมื่อไหร่ แต่ถึงแน่ๆ”
แม่ “แล้วไง”

แล้วไง

DN “……..แค่เนี้ย?”
แม่ “ก็จะกลับมาไม่ใช่เหรอ กลับมาก็พอแล้วนี่”
DN “….อ่า อืมwww โอเค แค่นี้นะ”

วางสายได้แป๊บนึง มีคนมาทัก

?? “น้องๆ คนไทยใช่มั้ยคะ?”
DN “!!!!?”

เจอคนไทยแบบนึกไม่ถึง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด จะขอเรียกคุณพี่คนนี้ว่าพี่ Y  พี่ Y รู้ว่าเราเป็นคนไทยเพราะได้ยินที่เราคุยกับแม่เมื่อกี้ (โอย ขอบคุณความนึกครึ้มสะเหร่อจะทำตัวเป็นลูกที่ดีของตัวเองจริงๆ) พอเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทางด้วยแน่นอนแล้ว เราก็ปิดมือถือเซฟแบตไว้ก่อนทันที จากนั้นก็พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวตอนขามาของเราด้วย

DN “ก็ตามนี้อ่ะค่ะ ไม่คิดว่าขากลับจะเจออีก จะอะไรนักหนา มันจะดรอปทิ้งอีกกี่รอบถึงพอใจเนี่ย -_-“
พี่ Y “แต่ตอนพี่มาไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยนะ ต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้เหมือนกัน”
DN “…………….เอ๊ะ? วันไหนคะ”
พี่ Y “วันที่ 2 เม.ย.”
DN “(หลังตูวันเดียวเองนิ อากาศแย่วันที่ 1 แล้ววันที่ 2 ปกติ…ล้อกูเล่นใช่มั้ย???)”
พี่ Y “แย่แฮะ”
DN “…………ไหงหนูเจอทั้งขาไปขากลับเลยฟะพี่ orz…….ทำไม 5 วันมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยรึไงฟะ”

ตอนนั้นนึกในใจ หรือเราเป็นตัวทำให้พี่ Y ซวย…..() พี่ Y ไปเที่ยวทางยุฟุอิน ถ่ายรูปสวยๆ กลับมาเพียบ ต่างคนต่างเล่าประสบการณ์ว่าไปเจออะไรมาบ้าง พี่ Y ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็จริง แต่ดูคล่องมาก แถมไปมาหลายประเทศแล้วด้วย ก่อนถึงเวลาก็เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย ซื้อน้ำตุนไว้ 3 ขวด (เตรียมพร้อม) ซื้อขนมปังจากเซเว่นในสนามบินเผื่อไว้ อย่างแย่จริงๆ เลยคือกินโทริมอนกับโมจิที่ซื้อเป็นของฝากเมื่อกี้ประทังชีวิตเอา (….)

ก่อนขึ้นเครื่องก็นัดแนะกันไว้ว่าลงเครื่องแล้วนัดเจอกันนะ ให้พี่เขาหาตัวเราจะง่ายกว่าด้วยเหตุผลหลายอย่าง (แต่จริงๆ ที่นั่งห่างกันประมาณ 3 แถวเองค่ะ)

นั่งเครื่องไม่นานมาถึงสนามบินปูดอง เจอพี่ Y โดยปลอดภัย รีบจ้ำอ้าวไปด่านตรวจคนเข้าเมือง เดชะบุญที่เป็นเที่ยวดึก ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเที่ยงคืนหรือตี 1 ของจีน เลยไม่เจอสภาพนรกแบบตอนขามา เราใช้ประสบการณ์จากตอนขามาบอกพี่ Y ว่าไป ตม. เลย ไม่ต้องรออะไรแล้ว แต่พวกเราก็โดนเจ้าหน้าที่กันตัวไว้ก่อน (ตามระเบียบ) และที่นั่นเองก็เจอคนไทยอีก 4 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน และกลุ่มสาวน้อยอิสลาม 2 คนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน

คุณผู้ชายเขาจะไปฟุคุโอกะเหมือนกัน ไม่ได้มีเหตุผิดเวลาอะไร แต่ต่อเครื่องตอนเช้า เลยเลิ่กๆ ลั่กๆ ว่าต่อไปจะทำยังไง จะนอนสนามบินหรืออะไรยังไงต่อ คู่สาวอิสลามจำไม่ได้ว่าดีเลย์มารึเปล่า (คงไม่มั้ง?) ตอนขากลับ (อันนี้เป็นขาไปของพวกเธอ) ส่วนคุณผู้หญิงที่มาเดี่ยวนั้นบอกว่าเคยใช้บริการสายการบินนี้มาแล้ว และเคยดีเลย์จนต้องนอนโรงแรมข้างสนามบิน (แล้วยังใช้บริการต่ออีก สตรองมากค่ะ…..) ทางคู่สาวอิสลามมีเวลาทรานสิท 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นตอนขากลับ เราเลยเตือนไว้ว่าระวังดีๆ นะ….6 คนโดนกักตัวอยู่สักพัก พอเจ้าหน้าประชุมกันเสร็จแล้ว (ว่าจะเอายังไงกับคนไทยกลุ่มนี้วะ) ก็ออกวีซ่าชั่วคราวให้

เรากับพี่ Y เข้าไปเขียนไป Arrival card แล้วต่อแถวตรวจคนเข้าเมือง ถึงตรงนี้เราก่อเรื่องนิดนึง คือเขียนแล้วลืมทิ้งไว้ – – พอถึงคิวแล้วต้องออกจากแถวไปเอาใบแล้วต่อใหม่ ทำพี่ Y เสียเวลาเลย…..orz

หลุดออกมาแล้วก็ไปทำเรื่องเปลี่ยนไฟลท์ เรานำทางพี่ Y ไปตามที่ผ่านตอนขามา

ทำเรื่องเปลี่ยนไฟลท์ในสนามบินยามดึก (ฝรั่งข้างหน้าก็มาไฟลท์เดียวกัน)

ได้ไฟลท์ตอนเช้าตอน 8 โมงเรียบร้อย…………ทีนี้เหลือที่พัก……..เอาไงดี…….เจอกลุ่มครอบครัวชาวตะวันออกกลางกลุ่มนึง บ่นๆ กันว่าเห้ย สายการบินต้องรีับผิดชอบนะ ไม่ใช่ความผิดพวกตูเลย เจอพนักงานไชน่าอีสเทิร์นที่เคานท์เตอร์ก็ถาม แต่ดูเขาจะมีปัญหากับภาษาอังกฤษและเหนื่อยมาก คุยด้วยไม่ค่อยรู้เรื่อง (มีเกาหัว 5555 คงเบื่อแหละมั้ง เหนื่อยเพราะความเหียกของสายการบินนี้ทุกวัน) พนง.ชายเดินหายไปพักนึงแล้วคุยอะไรสักอย่างกับ พนง.หญิง แล้ว พนง.หญิงก็พยายามจะสื่อสารภาษาอังกฤษกับพวกเราอีกที…ต่างคนต่างฟังไม่ออก เอาสมาร์ทโฟนพิมพ์คุยกันแทน….นึกขอบคุณผู้ริเริ่มเทคโนโลยีนี้ในใจ จะสตีฟ จอบส์หรือใครก็ไม่รู้ล่ะ แต่ขอบคุณจริงๆ

เดินไปตามที่ พนง.หญิงบอกก็เจอคนมากวาดต้อนให้ขึ้นรถบัสเดินทางไปโรงแรม คนเยอะแต่รถคันเดียว – -* กระเป๋าก็เบียดยัดเยียดใต้ท้องรถเหลือเกิน ฝนตกอีกต่างหาก…….

บนรถบัส

เรากับพี่ Y คุยกันว่าจะลองจับเวลาดูว่ารถบัสใช้เวลากี่นาที เพื่อจะได้กะเวลาถูกว่าควรตื่นและบอกโรงแรมว่าอยากให้รถมารับตอนไหน นั่งบัสประมาณ 30-40 นาทีก็ถึงโรงแรม ตรงฟรอนท์มีรถโบราณจอดโชว์อยู่ ซึ่งมัน……โคตรเกะกะ คนต่อแถวยาวเฟื้อย อยากจะเข้าไปเตะอีรถนี่ให้กระเด็น รับรองได้เนื้อที่เพิ่มอีกเยอะ -*-

พี่ Y เป็นคนต่อแถวเข้าไปคุยให้ พนง.โรงแรมตรวจสอบพาสปอร์ตนิดหน่อย แล้วเราก็เอาข้อความภาษาอังกฤษที่พิมพ์เตรียมไว้แล้วในสมาร์ทโฟนยื่นให้พนักงานดูว่าต้องการให้รถบัสมารับที่โรงแรมตอน 6 โมงเช้า

ได้คีย์การ์ดมาเป็นเบอร์ 627 ด้วยคอมเมนซนส์ก็คิดว่าห้องมันอยู่ชั้น 6 แน่ๆ ล่ะ แต่พอขึ้นไปเจอห้องเป็นเลข 844xx แทน งงและเงิบไปตามกัน ไม่ใช่แค่เรากับพี่ Y นะ ทุกคนอ่ะ 5555555555

ได้ห้องคู่ กว้างมาก มีห้องอาบน้ำ มีอะไรให้ แต่ ณ จุดนั้นไม่สนอะไรแล้วค่ะ ถอดเสื้อนอก ถอดนาฬิกา เอามือถือมาตั้งปลุก แล้วนอน

มีไวไฟให้ใช้ได้นะคะ แต่เน็ตจีนอ่ะ มันเข้าเมล เข้าโซเชียล ไลน์ สไคป์ติดต่อหาใครไม่ได้ทั้งนั้น จะเล่นไปทำไม นอนสิคะคุณ

เตียงขวาคือพี่ Y ที่เล่นสมาร์ทโฟนอยู่พักนึง

ตอนนั้นตี 3 แล้ว พวกเราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีห้าครึ่ง………มีเวลานอนไม่ถึง 3 ชั่วโมง………

ตอนเช้ามืด

ตื่นมาด้วยเสียงมือถือปลุก เข้าไปล้างหน้าแปรงฟัน เสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังตามขึ้นมา คาดว่าคงเป็นทางโรงแรมโทรปลุก เช็คของเช็คอะไรเรียบร้อยแล้วก็ลงมาเช็คเอาท์

เช็คเอาท์ตอนเช้า มีแจกของกินด้วย มีซาลาเปา ไข่ต้มกับอะไรอีกสักอย่าง
ไม่อร่อยแต่ก็ไม่แย่ เป็นช่วงเวลาที่รู็สึกว่า “กินเพื่ออยู่” จริงๆ
ส่วนเด็กน้อยในรูปนั่นเกือบเตะดีดตอนกลางคืนละ ร้องไห้ ร้องตลอดเวลาตอนเช็คอิน – -* ตรูง่วงจะแย่ มันร้องไห้ไม่เหนื่อยเรอะ ส่วนผู้หญิงคนที่เซ็นเซอร์หน้าคือพี่ Y

รถที่ว่า…..ช่วยเอาไปตั้งที่อื่นทีเหอะวะ

6 โมงก็ถูกกวาดต้อนมาขึ้นรถบัส….ตอนที่เราคุยกับพี่ Y บนรถ ปรากฏว่าเจอคนไทยบนรถอีกเหมือนกัน (อ้าว) รอบนี้เป็นคู่แฟนค่ะ จะไปโอซาก้ากัน

หมอกลงหนามาก แถมได้บรรยากาศที่คุ้นเคย เพราะพี่แกขับปาดไปมาแถมบีบแตรปี๊นๆๆๆๆๆ นี่ดิฉันนั่งรถทัวร์ตีนผีในกรุงเทพอยู่หรือ ในใจถึงกับสวดมนต์ว่าพาตรูไปส่งสนามบินให้ถึงทีเห้อออออออออ

อุตส่าห์มาเช็คอินแต่เช้า อะไรนักหนาวะ โว้ย -___________________-

ตอนเช็คอินนี่จะเซ็งตายกับครอบครัวจีน คนจีนอยู่ข้างหน้าที =  เคานท์เตอร์ปิดตายไปเลย เพราะเขาขนสัมภาระกันมาหมดบ้านค่ะ เที่ยวทีนึงคือย้ายบ้าน กระเป๋ามีจำนวน 3 เท่าของจำนวนคน (มันผ่านเช็คอินได้ไงฟะ หรือซื้อน้ำหนักเพิ่มเอา) เช็คอินแต่ละทีกินเวลานานมากกกกกกกกกก ทางนี้ก็ยืนเต้นจนแทบจะลอยจากพื้น กรูจะตกเครื่องรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้เพราะพวกเมิงเนี้ยยยยยยยยยยยย

เช็คอินเสร็จก็โล่ง สองคนเช็คอินด้วยกันเลยได้ตั๋วที่นั่งติดกัน หาจุดบริการน้ำฟรีกินกันก่อน (ขวดน้ำที่ซื้อจากญี่ปุ่นเอาใส่กระเป๋าโหลดไปแล้ว)

เห็นข้างนอกฝนตกแล้วเซ็งเป็ดเลย

จากตรงนี้ไปก็ชิลแล้ว เพื่อความปลอดภัยไปนั่งรอหน้าเกทกันเลย เจอคู่แฟนที่เจอบนรถบัส ก็คุยกันนานพอควรทีเดียวเพราะเกทอยู่ติดกัน แลกนามบัตรกันอะไรกัน (เค้าทำเพจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วย) เรากับพี่ Y ช่วยกันแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพราะดูเหมือนเค้าจะยังไม่ค่อยรู้จักสถานที่นอกเหนือจากที่ลงตามไกด์บุ๊คมากนัก (เราแนะนำเรื่อง IC card ไปด้วย) รอว่างๆ เราเอาอาหารที่แจกในโรงแรมขึ้นมาโซ้ย ถึงรสชาติขนาดสุนัขยังหันหน้าหนีแต่ก็ต้องกินค่ะ เพราะไม่รู้ข้างหน้านี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก

สักพักเรียกบอร์ดดิ้ง เราตามพี่ Y กลับไปเกท ก็ยังคงเป็นเกทโลว์คลาสเช่นเคย ไม่มีงวง ต้องรอรถบัส ผู้โดยสารกี่ร้อยคนไม่รู้ เมิงขึ้นอัดไปในบัสคันเดียวให้ได้ละกัน()

ถึงอากาศเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ยอมรับเลยว่า “เกลียดเซี่ยงไฮ้”

ขึ้นเครื่องแล้วไม่วายมีเรื่อง….เพราะที่นั่งของเรากับพี่ Y ที่ควรจะเป็นที่นั่งคู่กันกลับเหลือที่เดียว() มีผู้หญิงสองคนจากไหนไม่รู้มานั่ง ทวงที่ไปมาปรากฏว่าที่นั่งจริงๆ ของผู้หญิงสองคนนี้ดันมีอีป้าจากไหนไม่รู้มามั่วนิ่มนั่ง จริงๆ อีป้ามันต้องนั่งแถวเรา แล้วผู้หญิงสองคนนั่งแถวหน้า -_-‘

เคลียร์เรื่องเรียบร้อย ได้นั่งซะที นอนๆๆๆๆๆๆ…..ผู้โดยสารค่อนลำเป็นคนจีนค่ะ (ก็นี่มันสายการบินจีน)

เทคออฟเลทอีกตามฟอร์ม….สนามบินมันจะเต็มอะไรนัก ถ้าเต็มมากก็ย้ายไปที่อื่นบ้างโว้ย

……………..ถ้าคิดว่าเราจะได้นอนสงบล่ะก็คิดผิดแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า

ไม่รู้เป็นทุกสายการบินมั้ย ชีวิตนี้เพิ่งเคยขึ้นแค่สามสายการบินคือ ANA, Air Asia และ China Eastern…..เครื่องของพี่จีนหรูค่ะ จอหุบเข้าหุบออกได้แบบออโต้ แต่คือตูไม่ได้อยากดูรายการเรียลลิตี้โชว์เอาพ่อลูกไปปล่อยเกาะฟิจิอะไรของพวกเมิงงงงงงง ต้องการนอน เข้าใจมั้ย มายัดเยียดเปิดใส่หน้าตูทำไมมมมมมมมมมมมม

ที่อะเมซซิ่งอีกอย่างคือ….มีคนนึงหยิบน้ำพริก (? หรืออะไรสักอย่างก็ช่างมันเถอะ) ออกมาจากกระเป๋ษบนช่องเหนือหัว ทีนี้ครัฟ คนอื่นบริเวณนั้นแม่มก็ควักผักสด (!?) ออกมาตั้งวงทำผักจิ้มน้ำพริกกันเลย เห้ย เห้ย

นอกจากนี้คนจีนพวกนี้ยังขยันลุก เดินไปมา ล้วงควักกระเป๋าเหนือศีรษะตลอดเวลา คุยเสียงดัง เครื่องจะแลนดิ้งแล้วยังลุกจนพนักงานต้อนรับชายต้องเตือน

ตกลงที่นี่คือบนเครื่องบินหรือสวนสัตว์คะ? ……………เข็ด ขยาดจริงๆ….นับถือแอร์กับสจ๊วตที่ต้องทำงานรับมือคนพวกนี้บนเครื่อง

เครื่องลงสุวรรณภูมิกี่โมงจำไม่ได้ แต่พอลงมาปุ๊บ เรากับพี่ Y สวมกอดกันทันทีตามที่นัดแนะไว้ตั้งแต่ญี่ปุ่น (สัญญากันไว้ค่ะว่าถ้าเหยียบไทยเมื่อไหร่ มากอดฉลองกัน)

ตรวจคนเข้าเมืองอะไรเสร็จเรียบร้อยตั้งนานแล้ว มาเอากระเป๋า เพิ่งจะ First bag -____-  รอกระเป๋ากันพักนึง ปรากฏว่ากระเป๋าของพี่ Y เสียหาย (จำไม่ได้ว่าเสียหายตั้งแต่เซี่ยงไฮ้แล้วรึเปล่า) ถามพนักงานในสนามบิน เขาช่วยอธิบายให้อย่างดีค่ะ ถึงไม่ใช่บริการระดับโลก (หรืออาจจะระดับโลกแต่เราไม่รู้) หรือไม่รู้สึกว่าทุ่มเทให้กับการบิรการมากแบบสนามบินญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ทำไมน้ำตาจะไหลแปลกๆ (…..) ถึงตรงงนี้เรากับพี่ Y ก็แยกกันเพราะพี่เค้าจะไปทำเรื่องเคลมกระเป๋า

กระเป๋าเราเองก็ไม่ได้กลับมาแบบปลอดภัยหรอกนะคะ() เลอะอะไรมาฟะ

ลากกระเป๋าปุเลงๆ ออกมานอกสนามบิน พยายามหารถชัทเทิลบัสขึ้นไปศูนย์ขนส่ง แต่ไม่รู้ขึ้นตรงไหน() ลากไปสะดุดพื้นไป น้ำตาพาลจะไหลอีกที คิดถึงถนนบ้านเมืองญี่ปุ่นที่เขาออกแบบให้รถเข็นคนพิการหรือการลากกระเป๋าเดินทางทำได้สะดวกและเบาแรงมาก โอย ข้อแตกต่างของประเทศพัฒนาแล้วกับด้อยพัฒนามันช่างทิ่มแทงใจ สุดท้ายยอมแพ้ ใช้แท็กซี่สนามบินก็ได้ กลับมาถึงบ้านตอน 15.30 น. ของวันที่ 7 เม.ย. (จากกำหนดการเดิมตอนตี 2 จะถึงไทย)

ตั๋วที่ถูกฉีกด้านขวาไปแล้ว….

……………กลับมาแล้ว กลับมาถึงจนได้ TT____________________TT  จำจนตาย “คอนเสิร์ตจะไม่จบจนกว่าจะถึงบ้าน”………

ช่วงที่ท่องเที่ยวอยู่ที่โน่น รู้สึกว่าทุกอย่างมันฟินและสุดยอดกว่าทุกครั้งจนกลัวว่าจะโดนอะไรหักล้างมั้ย เจอการเดินทางขากลับเข้าไป ลบความทรงจำแทบหมดค่ะ 55555 ต้องอาศัยดูรูปเอา

แต่อย่างที่เราเคยเขียนไว้ในบันทึกแสวงบุญคอน 10 ปีสักตอน ไม่ว่าเรื่องดีหรือแย่ต่างก็เป็นชิ้นส่วนนึงของความทรงจำสำคัญนี้ หากขาดไปเพียงชิ้นเดียว ความทรงจำนี้ก็จะไม่สมบูรณ์

ได้พบเจอเพื่อนเก่าที่ไม่เคยเจอหน้ากัน เพื่อนเก่าที่เจอกันครั้งนี้แล้วสนิทกันมากขึ้น เพื่อนใหม่ที่หวังว่าจะสนิทกันมากกว่าเดิมในอนาคต…คอนเสิร์ตที่โคตรฟินหลายๆ อย่าง….การท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ที่สนุกมาก ตามแพลนบ้าง ไม่ตามแพลนบ้าง….ผู้คนที่แวะผ่านเข้ามาตอนเที่ยวที่โน่นที่นี่ หรือผู้ประสบเคราะห์กรรมตกเครื่องด้วยกันทั้งขาไปและขากลับ (มีแพลนนัดกินข้าวกันในหมู่ผู้ประสบภัยด้วยค่ะ)

แต่ว่าความทรงจำของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบาง สูญสลายง่ายมาก….แม้เป็นเรื่องที่อยากจำให้ได้แทบตายหรือประกาศไว้ดิบดีว่า “จะไม่มีวันลืม” สุดท้ายทุกคนลืมทั้งนั้น….สิ่งที่จำได้มีเพียงแค่ “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น

ในอนาคต….ไม่ต้องเอาถึง 10 ปี อาจจะแค่อีก 5 ปีข้างหน้า….ไอมาสอาจปิดตำนานลง เรากับเพื่อนๆ P ที่รู้จักกันอาจแยกย้ายไปตามชีวิตแต่ละคนและไม่ได้คุยกันอีก….

เราถึงเขียนบันทึกการแสวงบุญของเราไว้ทุกครั้งแบบละเอียดยิบเสมอ อยากเหลืออะไรเป็นรูปร่างทิ้งไว้ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างหายไปหมดแม้กระทั่งความประทับใจหรือความรู้สึกตอนนั้น

หลังคอน 10 ปี….เรานั่งอ่านบันทึกแสวงบุญตอน SSA

หลังคอนมิลเลียนสาม….เรานั่งอ่านบันทึกแสวงบุญคอน 10 ปี

แล้วก็นั่งยิ้มว่า “เอ้ย มันเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วยเหรอ” “นี่เราเคยคิดแบบนี้ด้วยแฮะ”………..อะไรกัน ยังไม่ทันถึง 5 ปีเลย ลืมซะละ (ฮา)

……….ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านอีกเศษเสี้ยวความทรงจำของเราจนจบนะคะ ^^ และหวังว่ากลางปีนี้จะได้อ่านบันทึกแสวงบุญของคนหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช่คนรู้จักหน้าเดิมๆ บ้าง ส่วนตัวเราขอไปสะสมดวงและทรัพย์เพื่อไปให้ได้กลับมาเขียนบันทึกแสวงบุญใบไม้ผลิปีหน้าล่ะ

ภาพมื้อแรกหลังถึงบ้าน ของสองชิ้นนี้ไม่เสี่ยงเอาลงกระเป๋าโหลด ถือขึ้นเครื่องมานั่นแหละ

ยังเหลืออีกเอนทรี่เป็นภาคสรุปค่ะ รออ่านกันด้วยนะ!

ปิดท้ายด้วยภาพชาบูที่นัดกินกับพี่ Y ในวันหยุดต่อเนื่องต้นเดือน พ.ค.

 

Advertisements

One thought on “บันทึกแสวงบุญคอนเสิร์ต THE IDOLM@STER MILLION LIVE! 3rdLIVE TOUR BELIEVE MY DRE@M!! (10) : ฝ่ากลับสู่ความจริง [Flight]

  1. ขอบคุณเช่นกันที่แบ่งปันประสบการณ์ครับ ทั้งความฟินในคอน (เค้กกก อินเฟอร์โนนนนน) และความกากของสายการบินจีนและนักท่องเที่ยวจีน หลีกได้จะเลี่ยงให้ไกล น่ากลัวชะมัดยาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s